Archive | พฤศจิกายน 2016

ต่อมทอนซิลอักเสบ…สังเกตอาการตัวเองให้ไว เจ็บคอมากขนาดไหน !

 

1480473993206

 

อาการเจ็บคอมากจนแทบกลืนอาหารไม่ได้ จะพูดก็พูดลำบาก บางทีไข้ขึ้นอีกต่างหาก นี่อาจไม่ใช่สัญญาณฟ้องของไข้หวัดธรรมดา แต่ต้องตรวจดูให้ดีว่าเป็นอาการของต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลันหรือไม่ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง หากป่วยแล้วไม่รีบรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

ต่อมทอนซิล คืออะไร มีหน้าที่อะไร

ต่อมทอนซิล เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทต่อมน้ำเหลืองอยู่ในช่องปาก หน้าที่สำคัญคือจับและกำจัดเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย เพราะภายในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด จึงสามารถดักจับเชื้อโรคบางชนิดได้ด้วยตัวของมันเอง ต่อมทอนซิลในลำคอมีอยู่ 3 ตำแหน่ง คือ

– พาลาทีนทอนซิน (Palatine Tonsil) จะอยู่ด้านข้างของช่องปาก
– ต่อมทอนซิลที่โคนลิ้น (Lingual Tonsil)
– ต่อมอดีนอยด์ หรือต่อมทอนซิลที่ช่องหลังโพรงจมูก (Adenoid Tonsil)

ซึ่งทั้ง 3 ต่อมนี้จะทำงานร่วมกัน เพื่อคอยต่อสู้กับเชื้อโรคที่ผ่านมาเข้ามาทางจมูกและลำคอ คือ

นอกจากนี้ต่อมทอนซิลยังมีหน้าที่รองในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในวัยเด็ก คือช่วงอายุประมาณ 1-10 ขวบ พอพ้นวัยนั้น ต่อมทอนซิลจะมีขนาดเล็กลง ก่อนจะมีระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ไขกระดูก ม้าม ตับ ฯลฯ มาทำหน้าที่เสริมภูมิคุ้มกันในมนุษย์แทนต่อมทอนซิลต่อไป

1480474017563
ต่อมทอนซิลอักเสบ สาเหตุมาจากอะไร

ต่อมทอนซิลอักเสบ ภาษาอังกฤษ คือ Tonsillitis สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งไวรัสอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย บางส่วนอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อกันง่ายผ่านการหายใจเอาฝอยละอองเสมหะของผู้ป่วยเข้าไป หรือไปสัมผัสถูกมือหรือสิ่งของที่แปดเปื้อนเชื้อโรคที่ออกมากับน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย เชื้อนี้จึงเข้าไปในคอหอยและทอนซิลได้ ทำให้เกิดการอักเสบของระบบหายใจตอนบน

ทั้งนี้ยังมีกรณีที่ทำให้เกิดต่อมทอนซิลชนิดเป็นหนอง (exudative tonsillitis) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ (group A beta-hemolytic streptococcus) มีระยะฟักตัว 2-7 วัน

อาการต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน รู้ไว้สังเกตตัวเอง

อาการต่อมทอนซิลอักเสบในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าติดเชื้อโรคชนิดใด

– ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อไวรัส

ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ มีไข้ ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง บางคนอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ผนังคอหอยอาจแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน ทอนซิลอาจโตเล็กน้อยโดยมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน

– ต่อมทอนซิลอักเสบชนิดเป็นหนอง จากเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่พบบ่อยในเด็กอายุ 5-15 ปี อาจพบในผู้ใหญ่ได้บ้างประปราย เพราะเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ในกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน เช่น ที่โรงเรียน ที่บ้าน ที่ทำงาน จึงพบการแพร่เชื้อในเด็กได้มากกว่า

อาการทอนซิลอักเสบชนิดเป็นหนองจะรุนแรงกว่าเชื้อไวรัส เพราะผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก อาจมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่หู บางคนอาจมีอาการปวดท้อง หรืออาเจียนร่วมด้วย คัดจมูกแต่มีน้ำมูกไม่มาก น้ำมูกมักใส มีอาการไอ หรือตาแดง ในเด็กอาจมีอาการน้ำลายไหล เพราะกลืนอาหารลำบาก

เมื่อตรวจดูจะพบผนังคอหอยและเพดานอ่อนมีลักษณะแดงจัดและบวม ทอนซิลบวมโตสีแดงจัด และมีแผ่นหรือจุดหนองสีขาว ๆ เหลือง ๆ ติดอยู่บนทอนซิล นอกจากนี้ยังอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองที่ใต้ขากรรไกรบวมโตและเจ็บ
อาการแบบไหนถึงควรไปพบแพทย์

ถ้าอาการเป็นไม่มาก อาจรักษาเองได้โดยรอดูอาการสัก 2-3 วันก่อน ระหว่างนั้นให้ดื่มน้ำมาก ๆ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อาการจะเริ่มดีขึ้น แต่หากผ่านไป 2-3 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แสดงว่าทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ควรไปพบแพทย์ หรืออาจพิจารณาว่ามีอาการดังข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ดีกว่า

– มีไข้สูงเกิน 4 วัน ดูแลด้วยตนเองแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
– มีอาการเจ็บคอมาก กลืนอาหารลำบาก ดื่มน้ำลำบาก หรือพูดลำบาก ในเด็กอาจมีน้ำลายไหลมาก
– หายใจหอบ หายใจลำบาก
– ทอนซิลบวมแดงมาก
– มีแผ่นหรือจุดหนองที่ต่อมทอนซิล
– ต่อมน้ำเหลืองโตและกดเจ็บ
– มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นสีเหลืองหรือเขียว ต่อเนื่องกันเกิน 24 ชั่วโมง
– ต่อมทอนซิลโตเพียงข้างเดียว
ต่อมทอนซิลอักเสบ กับ ไข้หวัด ต่างกันอย่างไร ?

หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะมีไข้ น้ำมูกใส เจ็บคอเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรก มีอาการคอแห้งผาก ทอนซิลมักไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย และอาจแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน ซึ่งต่างจากทอนซิลอักเสบที่จะรู้สึกเจ็บคอมากกว่า และอาจมีอาการอื่น ๆ ที่รุนแรงเกินกว่าไข้หวัด
ต่อมทอนซิลอักเสบ กับ คออักเสบ ต่างกันอย่างไร ?

“ทอนซิลอักเสบ” คือภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณต่อมทอนซิลเท่านั้น แต่หากมีภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไป จะเรียกว่า “คออักเสบ” ซึ่งบางครั้งภาวะทั้งสองอาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้

ทั้งนี้ผู้ที่มีอาการทอนซิลอักเสบ มักจะมีอาการที่ต่างจากคออักเสบ คือ มีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอมากโดยเฉพาะเวลากลืนอาหาร

ต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยจนเรื้อรัง จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่

ถึงจะเคยรักษาทอนซิลอักเสบหายแล้วก็มีโอกาสกลับมาเป็นได้อีก เพราะเมื่อต่อมทอนซิลอักเสบ เม็ดเลือดขาวในต่อมทอนซิลจะลดลง ทำให้ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคและสร้างภูมิคุ้มกันลดลงไปด้วย บางครั้งต่อมทอนซิลอาจกลายเป็นที่เก็บเชื้อโรคแทน เพราะเมื่ออักเสบบ่อย ๆ ต่อมนี้จะโตขึ้น ทำให้เกิดร่อง ซอก ซึ่งทำให้เศษอาหารเข้าไปตกค้างอยู่ได้ ก็จะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมาใหม่อีก กลายเป็นต่อมทอนซิลอักเสบแบบเรื้อรัง

ยิ่งคน ๆ นั้นสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง นอนดึก ไม่ค่อยออกกำลังกาย เชื้อที่มีอยู่แล้วในต่อมทอนซิลก็อาจจะอักเสบขึ้นมาได้ง่าย ซึ่งอาการผู้ป่วยทอนซิลอักเสบแบบเรื้อรังจะสังเกตได้ยากกว่าต่อมทอนซิลอักเสบแบบเฉียบพลัน คือ อาจมีอาการเจ็บคอบ่อย ๆ อ่อนเพลีย ไอแห้ง ๆ มักไม่มีไข้หรือมีไข้ต่ำ ๆ

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาไม่พบว่าการป่วยเป็นทอนซิลอักเสบบ่อย ๆ จะพัฒนาเป็นมะเร็งได้

ปอดติดเชื้อ ภาวะอันตราย รู้ตัวสายไปอาจถึงชีวิต !

 

1480468755512

 

ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย เวลาที่ปอดมีความผิดปกติหรือมีภาวะอันตรายเกิดขึ้นมา ร่างกายเราเลยจะรับรู้ได้ช้ากว่าแผลภายนอกทั่วไป ที่สำคัญอาการปอดผิดปกติอาจแสดงในรูปแบบการไอ จาม หรืออาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนก็ได้ ด้วยเหตุนี้ภาวะปอดติดเชื้อจึงอาจลุกลามอยู่ภายในร่างกายเราเงียบ ๆ จนมารู้ตัวอีกทีก็เมื่อสาย ฉะนั้นก่อนที่ปอดจะไม่สบายเรามาทำความรู้จักภาวะปอดติดเชื้อกันสักหน่อยจะดีกว่า

ปอดติดเชื้อ คือภาวะอะไร

ปอดติดเชื้อ คือ ภาวะติดเชื้อเฉียบพลันทางระบบทางเดินหายใจ หรือภาวะติดเชื้อที่เนื้อปอด ซึ่งประกอบไปด้วยถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบถุงลมปอด ก่อให้เกิดอาการปอดบวมและมีหนองขัง โดยภาวะปอดติดเชื้อจัดว่าเป็นภาวะร้ายแรงถึงชีวิตได้ หากพบอาการปอดติดเชื้อในระยะลุกลาม

ปอดติดเชื้อเกิดจากอะไร

ปอดติดเชื้อมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส เชื้อไวรัสซาร์ส เชื้อไข้หวัดนก หรือเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อันได้แก่ เชื้อนิวโมค็อกคัส (pneumococcus) เชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัส (staphylococus) เชื้อเคล็บซิลลา (klebsiella) และเชื้อรา ซึ่งผ่านเข้าไปยังเนื้อปอดได้จากการสูดอากาศที่มีเชื้อโรคดังกล่าว

หรือในคนที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ติดเชื้อแอนอานาโรป (Ananarob) จากฟันผุ หรือการสำลักน้ำลายที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไปในปอด ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะปอดติดเชื้อได้

ทั้งนี้เราอาจจำแนกสาเหตุของภาวะติดเชื้อให้ชัดเจนได้ดังนี้

1. การหายใจนำเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง โดยการไอ จาม ซึ่งอาจทำให้เกิดปอดอักเสบจากเชื้อกลุ่ม atypical organisms เชื้อไวรัส เชื้อวัณโรค และเชื้อรา

2. ติดต่อโดยการสำลักเอาเศษอาหารปนเปื้อนเชื้อเข้าไปในปอด

3. การลุกลามของภาวะติดเชื้อที่อวัยวะข้างเคียงปอด เช่น ภาวะฝีในตับแตกเข้าสู่ปอด

4. การทำหัตการบางอย่างที่ไม่ระวังการปนเปื้อน เช่น การสวนสายปัสสาวะที่ไม่ถูกสุขอนามัย การให้น้ำเกลือที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการดูดเสมหะที่ไม่ปลอดเชื้อ เป็นต้น

5. เกิดจากสารเคมีบางชนิด เช่น น้ำมันก๊าด ที่ผู้ป่วยสูดดมหรือนำมาอมเล่นแล้วเกิดสำลักเข้าไปในปอด

ปอดติดเชื้อ ใครเสี่ยงบ้าง

ภาวะปอดติดเชื้อมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ในเด็กทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เด็กขาดสารอาหาร ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคทางปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด ถุงลมโป่งพอง หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอย์นาน ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้อาการปอดติดเชื้ออาจพบว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน หรือผู้ที่ฉีดยาด้วยเข็มที่ไม่สะอาด ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อประเภทสแตฟฟีโลค็อกคัส (staphylococus) ได้

ปอดติดเชื้อ ติดต่อทางไหนได้บ้าง

อย่างที่บอกว่าภาวะปอดติดเชื้อเป็นภาวะที่ติดต่อถึงกันได้ โดยปอดติดเชื้อสามารถแพร่กระจายได้โดยการสำลักเอาน้ำลายและเสมหะของผู่ป่วยเข้าไปยังปอดนั่นเอง

ปอดติดเชื้อ มีอาการอย่างไร

อาการปอดติดเชื้อมักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

– มีไข้สูง บางคนมีอาการตัวร้อนตลอดเวลาหรือหนาวสั่นมาก

– ในระยะแรก ๆ อาจมีอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ ต่อมาจะไอแบบมีเสมหะขุ่นข้นเป็นสีเหลือง สีเขียว สีสนิมเหล็ก หรือมีเลือดปนมากับเสมหะ

– หายใจหอบเร็ว

– รู้สึกเจ็บแปลบในหน้าอกเวลาหายใจเข้า ไอแรง ๆ แล้วเจ็บร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้อง

ทั้งนี้อยากฝากให้สังเกตอาการปอดติดเชื้อในเด็กเล็กด้วยนะคะ โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยสามารถสังเกตอาการปอดติดเชื้อในเด็กได้ดังนี้

– มีอาการหายใจหอบเร็วเกินเกณฑ์ตามอายุ โดยจำแนกอาการตามอายุได้ดังนี้

* อายุ 0-2 เดือน หายใจเกินนาทีละ 60 ครั้ง

* อายุ 2 เดือน-1 ขวบ หายใจเกินนาทีละ 50 ครั้ง

* อายุ 1-5 ขวบ หายใจเกินนาทีละ 40 ครั้ง

1480468799711

ปอดติดเชื้อ รักษายังไงได้บ้าง

การรักษาปอดติดเชื้อสามารถรักษาได้ 2 ทาง ได้แก่ การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง กล่าวคือ ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อต้นเหตุของภาวะปอดติดเชื้อ หรือแพทย์อาจเลือกรักษาแบบประคับประคองอาการ ในเคสที่ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อก่อโรคได้

ปอดติดเชื้อรุนแรงขนาดไหน

โดยปกติแล้วหากตรวจพบภาวะปอดติดเชื้อในระยะแรกเริ่ม ก็ยังมีทางเยียวยารักษาให้หายได้ ทว่าหากปอดติดเชื้อรุนแรง อาจทำให้เกิดหนองในปอด เกิดภาวะน้ำท่วมปอดอย่างเฉียบพลัน ก่อให้เกิดอาการหายใจหอบ หายใจลำบาก หรือขั้นหนักอาจเกิดภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี พร้อมกับสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเองอยู่ตลอดด้วยนะคะ

ปอดติดเชื้อ ป้องกันได้โดยวิธีไหนบ้าง

1. ควรดูแลสุขอนามัยของตัวเองอย่างดี ล้างมือบ่อย ๆ

2. สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไม่สบาย หรือเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำ หรืออยู่ในที่แออัด

3. เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคหัด โรคอิสุกอีใส ควรทำการรักษาโรคเสียแต่เนิ่น ๆ

4. ป้องกันไม่ให้เป็นโรคทางปอดเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่

ภาวะปอดติดเชื้ออันตรายกับสุขภาพก็จริง แต่หากเรารู้เท่าทันอาการ ความรุนแรงของภาวะปอดติดเชื้อก็จะลดน้อยลงไป และสามารถทำการรักษาให้หายขาดได้ค่ะ

มะเร็งตับ…ถึงไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้

 

1480415957942

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข่าวการจากไปของศิลปินชื่อดังหลายท่านจากโรค มะเร็งตับ ทำให้ใครหลายคนเริ่มวิตกกังวล และหันมาสนใจโรคดังกล่าวนี้กันมากขึ้น ด้วยความจริงที่ชวนให้พองขนว่า หากประสบกับโรคนี้แล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่หายขาด ซ้ำร้ายจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ไม่เกิน 6 เดือน!!!

ปี 2549 ดีเจ.โจ้ – อัครพล ธนะวิทวิลาศ ดีเจชื่อดังจากค่ายเอไทม์ เสียชีวิตด้วยโรค มะเร็งตับ หลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้ มานานกว่า 3 เดือน ด้วยวัย 35 ปี

ปีนี้ 2551 ยอดรัก สลักใจ ขุนพลเพลงลูกทุ่งไทย ลาโลกไปด้วยโรค มะเร็งตับ อีกเช่นกัน หลังพบเป็นมะเร็งที่ขั้วตับเมื่อต้นปี….

สอดคล้องกับความจริงที่ว่า มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง และผู้ป่วยที่เป็น มะเร็งตับ นี้ถ้ารู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน

มะเร็งตับ มีสาเหตุมาจากอะไร ?

1. ส่วนใหญ่ของการเกิด มะเร็งตับ มีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซี จากข้อมูลสถิติของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรค มะเร็งตับ เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็น มะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน)

2. มีข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรค มะเร็งตับ จะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็น มะเร็งตับ จะสูงมากๆ ทีเดียว

3. มะเร็งตับ ยังมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มสุราแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็น มะเร็งตับ สูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

4. สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิด มะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่า อะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนานๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้

จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็น มะเร็งตับ ?

สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็น มะเร็งตับ มีอัตราการอยู่รอดต่ำก็คือ มะเร็งตับในระยะแรกซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้น มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเคลือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30% ดังนั้น เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลาม หรือ มีขนาดใหญ่และไม่สามารถจะรักษาได้แล้ว

อาการของผู้ป่วย มะเร็งตับ

ที่ชัดเจนก็คือ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัดก็คือ ปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง

1480415973017

การตรวจหา มะเร็งตับ ทำได้อย่างไร ?

เนื่องจาก มะเร็งตับ เปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ การเฝ้าระวังจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเป็นมะเร็งตับ คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปและมีอาการตับแข็งร่วมด้วยควรจะต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยทุก 6 เดือน

การตรวจหา มะเร็งตับ ในปัจจุบัน จะมีการตรวจหาระดับของสารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alfafeto-protein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วย มะเร็งตับ แต่การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากมีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 30% การตรวจจึงควรจะร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้ ถ้าจะให้ละเอียดมากกว่านี้ก็คือ การตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า C T Scan ซึ่งจะสามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตรได้

มีวิธีรักษา มะเร็งตับ อย่างไรบ้าง ?

มะเร็งตับ ดูเป็นโรคที่มีความน่ากลัว เพราะผู้ป่วยมักเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะเมื่อตรวจพบมะเร็งก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบในระยะแรก ๆ ก็มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ เช่น

1. การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก โดยมีเงื่อนไขว่าก้อนมะเร็งนั้นมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร เป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

2. Transcatheter Oily Chemo-embolization หรือ TOCE ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไป วิธีรักษาแบบ TOCE นี้มักจะกระทำโดยรังสีแพทย์ โดยการสอดสายขนาดเล็กเข้าไปทางเส้นเลือดแดงตับ เพื่อเข้าไปถึงก้อนมะเร็งโดยตรงเพื่อใส่ยาเคมีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง พร้อมทั้งอุดเส้นเลือดหลักที่เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยในเวลาเดียวกัน วิธีการรักษาแบบนี้ก็ได้ผลอยู่บ้างแต่ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ โดยส่วนใหญ่มะเร็งจะกลับโตขึ้นมาได้อีก หรืออาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดหรือกระดูก ในทางการแพทย์การรักษาโดยวิธีนี้จึงเป็นการรักษาเพื่อยืดเวลา ในบางกรณีเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและไม่กระจายไปที่อื่นอาจจะผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเลยก็ได้

3. การใช้คลื่นเสียง RFA (Radiofrequency Ablation) เป็นการฉีดแอลกอฮอล์โดยตรงที่ก้อนมะเร็ง เป็นวิธีการทำลายก้อนมะเร็งด้วยการใช้เข็มแบบพิเศษ (RF needle) ขนาดเท่ากับไส้ปากกาลูกลื่น ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร แทงผ่านผิวหนังเข้าไปในก้อนมะเร็งเป้าหมาย โดยใช้หลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้าจากเครื่อง ทำให้เกิดคลื่นความถี่สูงประมาณ 375-500 KHz จะทำให้โมเลกุลของเนื้อเยื่อรอบ ๆ เข็มสั่นสะเทือนและเสียดสีกันจนเกิดความร้อน (Friction heat) ซึ่งจะแผ่กระจายออกไปรอบๆ จนครอบคลุมก้อนมะเร็งทั้งก้อน จากการศึกษาพบว่าความร้อนที่มากกว่า 50 องศาเซลเซียส สามารถทำให้เซลล์ตายได้ ก้อนมะเร็งที่ได้รับการรักษาจะเปรียบเสมือนเนื้อย่าง ซึ่งในต่างประเทศใช้วิธีการรักษามะเร็งตับ RFA นี้กันมานานประมาณ 12 ปีแล้ว ส่วนในประเทศไทยเริ่มใช้กันมา ประมาณ 3-4 ปี ที่ผ่านมานี้เอง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้ล้วนเป็นการรักษาแบบประทังทั้งสิ้น

4. การเปลี่ยนตับ ปัจจุบันแพทย์ไทยก็สามารถปลูกถ่ายตับได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักมีข้อจำกัดมากมาย ทำให้การเปลี่ยนถ่ายตับมักไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการรักษา

5. การฉายรังสี วิธีการนี้ไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากตับที่ดี มักมีผลเสียจากฉายรังสี

มะเร็งตับ ป้องกันได้…

1. แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแก่เด็กทุกราย รวมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชนถึงวิธีการติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี และซี

2. ลดสาร aflatoxin โดยการเน้นการเก็บอาหารให้แห้งเพื่อลดปริมาณ aflatoxin

3. โรคตับแข็ง โดยการลดการดื่มสุรา

4. ไม่รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ปลาดิบ ก้อยปลา เพราะอาจจะทำให้เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับหรืออาหารที่หมัก เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า แหนม ฯลฯ เพราะมีสาร ไนโตรซามีน ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้ ควรรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ ๆ

5. ไม่รับประทานอาหารที่มีเชื้อรา ระมัดระวังอาหารที่ตากแห้ง รวมทั้งอาหารที่เตรียมแล้ว เก็บค้างคืน เพราะอาจมีเชื้อราปะปนอยู่

6. ไม่รับประทานอาหารซ้ำ ๆ หรืออาหารที่ใส่ยากันบูด

7. ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์

เตือนใช้ทิชชูเปียกควรอ่านฉลากให้ชัด หลังตรวจพบปนเปื้อนแบคทีเรีย-รา

 

1480417436438

 

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยว่า ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเช็ดทำความสะอาดชนิดเปียกวางจำหน่ายจำนวนมาก แต่จัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม และมีข้อมูลว่าองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ได้เรียกเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าวบางยี่ห้อคืนจากท้องตลาด เนื่องจากพบจุลินทรีย์ (Pseudomonas) ปนเปื้อน
ด้วยเหตุนี้ ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่จำหน่ายในเมืองไทย ทั้งตลาดกลางและตลาดล่างระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานด้านจุลชีววิทยา พบว่าไม่มีตัวอย่างใดมีการปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรค แต่มี 2 ตัวอย่างที่ไม่ผ่านมาตรฐาน เนื่องจากตรวจพบจำนวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่เจริญโดยใช้อากาศมากกว่า 1,000 cfu/g ซึ่งอาจมีสาเหตุจากกระบวนการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงขั้นตอนการเตรียมและเก็บรักษาส่วนประกอบต่าง ๆ
ดังนั้นการเลือกซื้อและการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ปลอดภัยนั้น ควรเลือกที่มีฉลาก ระบุชื่อส่วนผสม วิธีใช้ ที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า และวันเดือนปีที่ผลิต เป็นภาษาไทยชัดเจน ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุหรือมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีกลิ่นไม่ปกติ สีเปลี่ยน มีรอยด่างดำ และควรสังเกตส่วนประกอบสำคัญที่ฉลากโดยละเอียด

และหากมีประวัติการแพ้สารใดมาก่อนก็ไม่ควรใช้กับผิว เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะเมื่อใช้กับเด็กหรือบริเวณผิวบอบบางรอบดวงตา ผิวที่อักเสบ มีสิวหรือมีบาดแผล จะมีความเสี่ยงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ดังนั้นผู้บริโภค หากใช้แล้วมีอาการแพ้ เป็นผื่นแดง บวม อักเสบ ต้องหยุดใช้และรีบไปพบแพทย์ทันที

ว่านพญาลิ้นงู สรรพคุณแก้พิษสัตว์กัดต่อย มีไว้ป้องกันงูเข้าใกล้

 

1480412575393

 

การนำสมุนไพรมาใช้บำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยเฉพาะคนในชนบทที่รู้เรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี อย่างเช่นว่าถ้าเกิดถูกงูกัด ก็จะนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาช่วยถอนพิษ หรือหากใครเคยชมละครเรื่อง “นาคี” ก็จะเห็นชาวบ้านนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาใช้พิสูจน์ว่า “คำแก้ว” เป็นเจ้าแม่นาคีจริงหรือไม่ เพราะเชื่อกันว่า “ว่านพญาลิ้นงู” มีฤทธิ์ปราบงู สามารถใช้ป้องกันอสรพิษไม่ให้เข้ามาใกล้ตัวได้เช่นกัน วันนี้เลยอยากชวนทุกคนไปเรียนรู้สรรพคุณของว่านชนิดนี้กันค่ะ

รู้จักว่านพญาลิ้นงู

ว่านพญาลิ้นงู หรือว่านงู, ว่านเขี้ยวงู มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sp. อยู่ในวงศ์ AMARYLLIDACEAE

ลักษณะว่านพญาลิ้นงู เป็นไม้ล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน หัวจะมีลักษณะกลมคล้ายหอมหัวใหญ่ แต่รูปร่างยาวรีกว่า มีสีเขียวอ่อนปนขาว หากผ่าครึ่งออกมาจะเป็นกลีบแข็งสีขาวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายเกล็ดงู เนื้อในหัวมีสีเขียวอ่อน ต้นสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ใบของว่านพญาลิ้นงูเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกใบขึ้นมาจากหัวใต้ดิน ใบมีลักษณะคล้ายต้นหอม ต้นกระเทียม แต่ยาวกว่า ใบมีสีน้ำตาลแซมตอนปลายเล็กน้อย ปลายใบยาวคล้ายหางงู คือเรียวแหลมโค้งงอและตวัดขึ้น คนจึงมองว่าเหมือนปลายลิ้นงู ขอบใบเรียบ โคนใบตัดและสอบเรียว ไม่ปรากฏว่ามีดอก

ทั้งนี้ “ว่านพญาลิ้นงู” เป็นสมุนไพรคนละชนิดกับ “หญ้าลิ้นงู” ที่มีชื่อคล้ายกันนะคะ เพราะหากเป็นหญ้าลิ้นงูจะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hedyotis corymbosa Lamk อยู่ในวงศ์ RUBIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ว่านพญาลิ้นงู กับสรรพคุณรักษาโรค

หมอพื้นบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาใช้ในการดูดพิษ ถอนพิษจากการถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ต่อ แตน โดยมีตำรับยาหลากหลาย เช่น ให้นำหัวว่านไปฝนกับน้ำมะนาว แล้วทาบริเวณที่ถูกกัดต่อย พิษจะหายทันที

หรือข้อมูลจากคุณจำรัส เซ็นนิล ที่เขียนไว้ในเว็บไซต์ jamrat.net ก็พบว่า มีผู้เคยนำว่านพญาลิ้นงู มาใช้รักษาพิษแมงป่องต่อย โดยนำหัวว่าน 2-3 หัว มาตำให้แหลก ผสมเหล้าขาว จำนวน 2 ช้อนแกง แล้วนำมาพอกแผล เพียงไม่กี่นาทีก็หายปวดอย่างน่าอัศจรรย์

ว่านพญาลิ้นงู กับความเชื่อกันงูเข้าบ้าน

มีความเชื่อว่า หากปลูกว่านพญาลิ้นงูไว้ที่บ้าน งูจะไม่เข้ามารบกวนในบ้าน หรือหากผู้ใดนำหัวว่านพญาลิ้นงูพกติดตัวไว้ งู ตะขาบ หรือสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายก็จะไม่กล้าเข้าใกล้ผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย

1480412600079

ว่านพญาลิ้นงู ปลูกอย่างไรตามความเชื่อ

ควรปลูกในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ผสมเศษใบไม้ผุพัง เพราะระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ให้วางกระถางในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงบ้าง เพราะเป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร แต่ไม่ควรตั้งในที่ที่มีแสงแดดจัด เพราะจะทำให้ใบว่านเหี่ยว แต่หากปลูกในแปลง ควรทำที่บังแดดไว้ด้วย

วิธีปลูกว่านพญาลิ้นงู คือต้องปลูกให้หัวโผล่ คือนำหัวว่านใส่ลงไปในดินแล้วรดน้ำตามพอสมควร โดยมีความเชื่ออีกเช่นกันว่า ให้รดน้ำที่เสกด้วยคาถา “นะโมพุทธายะ” 3 จบ และควรปลูกในวันพฤหัสบดี ถึงจะดี

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อที่ว่า ห้ามผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนปลูกว่านพญาลิ้นงู เพราะจะทำให้สรรพคุณทางยาเสื่อม แต่ทว่าเป็นเพียงคำบอกเล่าสืบทอดกันมา ซึ่งจริง-เท็จอย่างไรไม่ทราบได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ว่านพญาลิ้นงู หาซื้อได้ที่ไหน ราคาเท่าไร

หากสนใจนำว่านพญาลิ้นงูมาปลูก ลองสอบถามตามร้านที่เพาะพันธุ์พืชสมุนไพร หรือร้านขายต้นไม้ดูค่ะ สนนราคาขึ้นอยู่กับขนาดของหัวว่าน หากหัวเล็กก็มีราคาราว ๆ หลักสิบ เช่น 20-50 บาท แต่ถ้าหัวใหญ่อาจมีราคาตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไปจนถึงเกือบ ๆ หลักร้อยได้เลย

เจลลี่พระราชทาน อีกหนึ่งโครงการของพ่อหลวง ร.9 เพื่อผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก

 

1480412435071

 

สืบเนื่องจากความทุกข์ทรมานทางการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปาก ซึ่งจะมีแผลในช่องปากทำให้เคี้ยวและกลืนอาหารลำบาก “เจลลี่พระราชทาน” หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “อาหารพระราชทาน” จึงได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยยกระดับชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากให้ดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขมากขึ้น

โดยเจลลี่พระราชทานเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยและคิดค้นพัฒนาภายใต้โครงการนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วย โดยความร่วมมือของมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมป์ หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้หารือร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่มีความชำนาญเฉพาะด้านทั้ง 6 แห่ง คือ

1. มูลนิธิอานันทมหิดล
2. คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
4. สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
5. ศูนย์มหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
6. บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด

เพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการในผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปาก ซึ่งในที่สุดก็มักจะทำให้ร่างกายผู้ป่วยขาดสารอาหารจำพวกโปรตีนและพลังงาน โดยแทนที่จะใช้วิธีการให้อาหารทางสายยางแก้ปัญหาขาดสารอาหารให้ผู้ป่วย ก็คิดค้นและพัฒนาอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอาหารในรูปแบบเจล คล้ายเต้าหู้อ่อน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเคี้ยวและกลืนอาหารได้โดยไม่สำลักหรือติดคอ อีกทั้งผลิตภัณฑ์นี้ยังมีสารอาหารและให้พลังงานที่เหมาะสมอีกด้วย

ทั้งนี้ในการพัฒนาสูตรเจลลี่ได้เน้นใช้วัตถุดิบที่มีจำหน่ายทั่วไปในอุตสาหกรรมอาหารภายในประเทศ อันได้แก่ สารก่อเจล ซึ่งใช้วุ้น เจลาติน และสารคงตัวประเภทกัมเพื่อทำให้อาหารเหนียวนุ่ม ใช้นมที่ผ่านการย่อยน้ำตาลแลคโตสเป็นแหล่งให้โปรตีนร้อยละ 20 ใช้ไขมันจากน้ำมันรำข้าวซึ่งให้พลังงานร้อยละ 25-30 และใช้มัลโตเด็กซ์ตริน (maltodextrin) เป็นแหล่งให้คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 50-55 ส่วนความหวานจะได้จากน้ำตาลในนมที่ถูกย่อยแลคโตสมาแล้ว และน้ำตาลที่เติมเพิ่มเข้าไปเพื่อปรับรสชาติ รวมไปถึงน้ำตาลในผลไม้ที่เป็นส่วนผสมในเจลลี่ด้วย

1480412493313
โดยในเบื้องต้นเจลลี่จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รสชาติ ได้แก่ รสชานม และรสมะม่วง ซึ่งใน 1 กล่องจะมีปริมาตร 250 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 230-260 กิโลแคลอรี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสำหรับรับประทานเสริมเพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยได้รับพลังงานจากอาหารที่เพียงพอ และอาจสามารถทดแทนการให้อาหารทางสายยางได้ ที่สำคัญยังช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าการใส่สายยางให้อาหารเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่มาของคำว่าอาหารพระราชทานหรือเจลลี่พระราชทาน ก็เพราะทุนในการคิดค้นและวิจัยผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้นั้นได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั่นเอง และในวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระราชูปถัมภ์ฯ พร้อมคณะผู้วิจัยเข้ากราบบังคมทูลผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ซึ่งในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงแนะนำให้ปรับรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ เพราะมีลักษณะคล้ายกล่องนมจนเกินไป จนอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดและเขย่ากล่องเจลลี่ได้ ดังนั้นจึงทรงแนะนำให้ปรับกล่องบรรจุภัณฑ์เป็นแนวนอนแทนแบบเดิมที่เป็นกล่องแนวตั้งคล้ายกล่องนม

1480412465940

อีกทั้งพระบาทสมเด็จประเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงมีพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงความหลากหลายของรสชาติอาหาร โดยทรงพระราชทานข้อคิดไว้ว่า “อาหารผู้ป่วยดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอร่อยด้วย เพราะคนไข้คือคนป่วย เราจึงต้องคำนึงถึงการดูแลด้านจิตใจของเขาให้มาก เพราะผู้ป่วยมีความทุกข์ทางร่างกายอยู่แล้ว”

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ดำเนินการนำเจลลี่โภชนาจำนวน 840,000 กล่อง ที่คณะผู้วิจัยได้นำมาจัดถวาย ให้นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยทันตกรรมทั่วประเทศต่อไปอีกด้วย

อย่างไรก็ตามเจลลี่โภชนาไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงโภชนาการกับผู้ป่วยมะเร็งช่องปากเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์กับผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยทางทันตกรรม ผู้สูงอายุที่สูญเสียฟัน และผู้ป่วยที่มีปัญหาทางการเคี้ยวและกลืนอาหาร ซึ่งจะช่วยลดการให้อาหารทางสายยาง และลดอันตรายจากการติดเชื้ออันเนื่องมาจากการให้อาหารทางสายยางอีกด้วย

5 สัญญาณบอกชัด คุณออกกำลังกายลดน้ำหนักเบาไป ไม่ผอมง่าย ๆ แน่ !

 

1480411792028

 

หลายคนมีความพยายามในการลดน้ำหนักเป็นอย่างดี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่โอเคกับตัวเองสักเท่าไร บ้างก็บอกว่าออกกำลังกายอยู่ตั้งนานเหงื่อไม่เห็นออกเยอะเหมือนที่คาดไว้ หรือออกกำลังกายมาแรมเดือนแล้วแต่ทำไมสัดส่วนยังเท่าเดิม เพิ่มเติมคือความเหนื่อยและท้อ เฮ้อ…ใครเจอแบบนี้ก็คงเหนื่อยใจแย่ล่ะค่ะ ทว่าท้อได้แต่อย่าเพิ่งถอย เพราะจริง ๆ แล้วอาจจะมีทางออกที่ดีกว่าเดิมอยู่ก็ได้ อย่างการกำจัด 5 สัญญาณที่เป็นดั่งพลังงานบางอย่างที่ทำให้เราออกกำลังกายลดน้ำหนัก แล้วไม่เห็นผลดังต่อไปนี้ไง

1. ออกกำลังกายแต่เหงื่อไม่ออก

การออกกำลังกายให้ได้เบิร์น ให้เห็นผลจริง ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ออกกำลังกาย แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะการเต้นของหัวใจในระดับที่ร่างกายจะได้เผาผลาญ หรือเที่เรียกว่า Maximum heart rate ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดนี้ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยสามารถคำนวณได้จากสูตร 220-อายุของเรา หรืออาจสังเกตง่าย ๆ จากปริมาณเหงื่อในระหว่างออกกำลังกาย เพราะหากร่างกายไม่ได้ออกแรงจนอัตราการเต้นของหัวใจถึงจุดที่เริ่มเผาผลาญ ร่างกายก็จะไม่ค่อยขับเหงื่อออกมาสักเท่าไร

ดังนั้นหากคุณก็เป็นคนที่ออกกำลังกายแต่เหงื่อไม่ค่อยออกเลย ลองมาออกกำลังกายบนลู่วิ่งหรือเครื่องออกกำลังกายชนิดที่แสดงอัตราการเต้นของหัวใจให้ดูก่อนก็ได้ค่ะ แล้วคอยจับสังเกตว่าเราต้องวิ่งด้วยความเร็วประมาณเท่าไร อัตราการเต้นของหัวใจถึงจะเข้าขั้นได้เบิร์น

2. ออกกำลังกายไปคุยไป ทำได้ชิล ๆ

การมีเพื่อนไปออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดีตราบเท่าที่คุณไม่ได้โฟกัสผิดจุด เพราะอย่าลืมว่าการออกกำลังกายให้ร่างกายได้เผาผลาญ นอกจากปริมาณเหงื่อที่ออกมาจากร่างกายแล้ว จุดสังเกตอย่างหนึ่งคือเราจะไม่สามารถพูดได้เกิน 5 คำ หรืออย่างน้อย ๆ การพูดของเราต้องไม่ใช้การพูดชิล ๆ แบบปกติ แต่จะเป็นเสียงพูดที่ปนเสียงหอบแฮ่ก ๆ ออกมา ฉะนั้นหากการออกกำลังกายของคุณเป็นการออกกำลังกายชนิดที่เหนื่อยเพราะคุย แบบนี้คงไม่ค่อยได้เบิร์นสักเท่าไรแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นการออกกำลังกายครั้งต่อไป ก็พยายามมีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำกันหน่อยนะคะ

3. ไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่รู้สึกปวดเมื่อยหลังออกกำลังกายเลย

หลังออกกำลังกายแล้วไม่รู้สึกปวดเมื่อยหรือเหนื่อยเลย นั่นหมายความว่ากล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้งาน อัตราการเต้นของหัวใจก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสักเท่าไร ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าร่างกายไม่น่าจะได้เบิร์นแน่ ๆ ดังนั้นแทนที่จะออกกำลังกายแบบเดิมต่อไป ลองศึกษาวิธีออกกำลังกายที่ถูกต้อง หรือไม่ก็เพิ่มความเข้มข้นให้การออกกำลังกายของตัวเองจนถึงจุดที่รู้สึกได้ว่าได้เผาผลาญพลังงานสะสมออกไปบ้างดีกว่า

1480411819674

4. ออกกำลังกายหลายชนิดต่อวัน

การออกกำลังกายที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย เพราะจะได้บริหารกล้ามเนื้อให้ครบทุกส่วน ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรต้องออกกำลังกายหลาย ๆ ชนิดในวันเดียวนะคะ เพราะการออกกำลังกายแต่ละอย่าง บริหารกล้ามเนื้อในแต่ละส่วนควรต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ ดังนั้นหากคุณวิ่ง 10 นาที ปั่นจักรยาน 10 นาที แล้วมาโยคะอีก 20 นาที ร่างกายก็คงตามกิจกรรมที่เราทำไม่ทัน กลายเป็นว่ากล้ามเนื้อก็ไม่ได้ถูกบริหารอย่างที่ควรจะเป็น ไขมันก็ไม่ถึงจุดที่จะได้เบิร์นอย่างที่ตั้งใจ ดังนั้นหากจะออกกำลังกายก็ควรโฟกัสกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งไปเป็นอย่าง ๆ ดีกว่า แล้ววันอื่น ๆ จะลองออกกำลังกายชนิดใหม่ ๆ ก็ไม่ว่ากัน

5. เหนื่อยยังไงก็ไม่เห็นผล

จุดพีคของการออกกำลังกายที่ทุกคนต้องเจอและผ่านมันไปให้ได้คือจุดที่ออกกำลังกายมาสักระยะแต่กลับไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองสักเท่าไร ซึ่งหลายคนก็มักจะถอดใจและเลิกออกกำลังกายไปเลย แต่ลองวิธีนี้ดีกว่าไหมคะ หากคุณคิดว่าออกกำลังกายไปก็เหนื่อยเปล่า แถมไม่เห็นผล ลองเพิ่มเวลาออกกำลังกายให้นานขึ้นอีกนิด หรือจากที่เคยออกกำลังกายวันละครั้ง ก็เพิ่มรอบเป็น 2 ครั้งต่อวัน อ้อ…แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมควบคุมอาหารไปพร้อมกันด้วยล่ะ

นอกจากนี้หากสภาพแวดล้อมในการออกกำลังกายไม่เอื้ออำนวย เช่น ห้องคับแคบเกินไป หรือเป็นตัวคุณเองที่ออกกำลังกายไปเซลฟี่ไป จนดูเหมือนว่าจะได้ถ่ายรูปมากกว่าออกกำลังกายซะด้วยซ้ำ แบบนี้หากจะหวังให้ร่างกายได้เบิร์นก็คงยากแบบไม่ต้องสืบ แล้วก็อย่างที่บอกไปตอนต้นด้วยว่า ในระหว่างที่ออกกำลังกายก็ควรควบคุมอาหารไปด้วย เพราะต่อให้ออกกำลังกายหนักและบ่อยเพียงไร แต่หากยังกินเหมือนเดิม กินเท่าเดิม การออกกำลังกายก็คงจะไม่ช่วยในเรื่องลดน้ำหนักหรอกนะคะ

4 เมืองแลนด์มาร์คสุดปัง ที่เวียดนาม

 

screenshot45

 

ยิ่งเดี๋ยวนี้การเดินทางก็แสนสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้โลกใบนี้เล็กลงถนัดตา ประจวบเหมาะได้โอกาสกลับไปเที่ยวเวียดนามอีกครั้ง และยังไปเตะตากับโปรโมชั่นของสายการบิน Vietjet ที่เห็นปุ๊บรีบอยากจะไปในทันที จึงไม่พลาดที่จะขอลองใช้บริการสักครั้ง

ตั้งแต่การ Booking online Vietjet มีเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เวียดนาม ในเส้นทางต่าง ๆ ให้เลือกมากที่สุด 3 เที่ยวต่อวัน !!! บริการเลือกที่นั่งล่วงหน้า Hot Seat ทางลัดที่ช่วยให้ประหยัดเวลาขึ้น-ลงเครื่องบินในช่วงเวลาเร่งด่วน ที่นั่งกว้างเป็นพิเศษที่พิสูจน์มาแล้วว่ายืดขาได้สบาย ๆ และอื่น ๆ ที่สาธยายไม่หมด ยิ่งช่วงที่ไปจัดโปรโมชั่นพิเศษ ราคาเริ่มต้น 0 บาท สุดคุ้มยิ่งกว่าซื้อ 1 แถม 1 !!!

ที่ Vietjet ประเดิมเปิดให้บริการในไทย และยังมีเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-ไฮฟอง (เมืองที่ใกล้ฮาลองเบย์ที่สุด) อีกด้วย ซึ่ง Vietjet นับว่าเป็นสายการบินที่มาแรงทั้งมาตรฐานการให้บริการและราคาที่น่าจับตามอง กล้าเสนอโปรโมชั่นดี ๆ ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้

ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่อง ขอบอกว่าความดีงามอย่างหนึ่งที่ผู้โดยสาร SkyBoss (เป็นบริการเสริมระดับพรีเมียมของเขา) Vietjet มอบสิทธิพิเศษตั้งแต่อยู่ในสนามบิน ขึ้นเครื่อง และถึงจุดหมายปลายทาง ปฏิเสธไม่ได้ว่าของเขาดีจริง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการเช็กอิน สิทธิ์ในการเลือกที่นั่งก่อนใคร ห้องรับรองสุดหรูที่ให้ความเป็นส่วนตัว บริการรถบัสส่วนตัวรับ-ส่ง จากสนามบินไปขึ้นเครื่อง ฟรีน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโลกรัม ประกอบกับแอร์บัสลำใหญ่ที่ใหม่ แอร์เย็นฉ่ำ บริการแสนประทับใจบนเครื่อง ทำให้ตัดสินใจแพ็คกระเป๋าไปเวียดนามอย่างไม่ลังเล เมื่อเริ่มต้นเดินทางยังตื่นเต้นขนาดนี้ จะช้าอยู่ไยเมื่อเวียดนามอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ยิ่งเดี๋ยวนี้การเดินทางไปเวียดนามนั้นแสนง่าย เพราะ Vietjet มีเส้นทางให้บริการบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ-โฮจิมินห์, กรุงเทพฯ-ฮานอย และเร็ว ๆ นี้จะเปิดเส้นทางใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์เดินทางไปเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 และเมืองท่าที่สำคัญในเวียดนาม เส้นทางกรุงเทพฯ-ไฮฟอง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทยแน่นอน เป็นไงล่ะงานดีงานปังจริง ๆ

แพลนครั้งนี้ไม่พลาดที่จะโฟกัสไปที่ 4 เมืองแลนด์มาร์ค โดยบินจากกรุงเทพฯ ขึ้นที่สุวรรณภูมิ (ชอบมากเพราะสะดวกสบายกว่าดอนเมืองเยอะ) ไปฮานอย แล้วต่อด้วยฮาลองเบย์ จากนั้นนั่งรถไปเมืองไฮฟอง ก่อนจะบินจากไฮฟองไปโฮจิมินห์ จะบอกว่าเปิดทริปมานี้ได้สัมผัสเบาะนุ่ม ๆ และห้องโดยสารที่กว้างของ Vietjet พร้อม enjoy eating ตลอดการเดินทาง ถ้าพร้อมแล้วไป enjoy flying กับ Vietjet และตามไปเก็บแลนด์มาร์คสุดแสนประทับใจกันเลย

ฮานอย นครพันปี

1 ชั่วโมง 50 นาที ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเมืองฮานอย เมืองหลวงเก่าแก่ที่รายล้อมไปด้วยความสวยงามของตึกและอาคารสไตล์โคโลเนียล สถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน มาฮานอยทั้งทีย่อมไม่พลาดแลนด์มาร์คยอดนิยมอย่าง สุสานลุงโฮ หรือสุสานโฮจิมินห์ เจดีย์เสาเดียว โรงละครหุ่นกระบอกน้ำที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อของชาวเวียดนามไว้อย่างครบถ้วน

แต่ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นอายย่านเมืองเก่า ย่านโอลด์ควอเตอร์ คือคำตอบที่แท้จริง ถนนคนเดินที่สามารถเดินเล่นชิล ๆ ชมบรรยากาศความเก่าแก่ และช้อปปิ้งสินค้าราคาประหยัดสไตล์ถนนข้าวสารเมืองไทย เรียกได้ว่าขาช้อปต้องช้อปจนเมื่อยขาแน่ ๆ เพราะตามตรอกซอกซอยที่ทอดยาวทับซ้อนกันถึง 36 ซอย ยังมีทั้งร้านอาหารพื้นเมือง ร้านขายของเก่า ร้านค้าแผงลอยขายของที่ระลึก เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ งานฝีมือ ฯลฯ อีกเยอะแยะ ที่ไม่รู้ว่าวันเดียวจะช้อปปิ้งหมดหรือไม่ ที่สำคัญราคายังต่อรองกันได้ด้วยนะว่าแล้วขอตัวไปช้อปปิ้งก่อน

screenshot50

ฮาลองเบย์ สรวงสวรรค์แห่งธรรมชาติ

ไฮไลท์การเดินทางวันนี้ จุดหมายปลายทางนั้นเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ตัดสินใจให้มาเวียดนาม จากที่เคยเห็นแต่ในภาพถ่าย…เช้านี้ไม่ลืมรองท้องเสาะหาอาหารประจำชาติ ที่คนเวียดนามเรียกว่า “บั๋นหมี่” แซนด์วิชเวียดนามที่ฮิตทั่วโลก หรือที่บ้านเรารู้จักกันในนามขนมปังบาแก็ต มีขายมากมายตั้งแต่เป็นร้านขายไปจนถึงหาบเร่ เรียกว่าเป็น Vietnamese Street Food ที่หาทานกันได้ง่าย ๆ คล้ายข้าวแกงบ้านเรา

การเดินทางไปฮาลองเบย์นั้น มีหลายเส้นทางที่เดินทางถึงจุดหมาย แต่ทริปนี้ตั้งใจดื่มด่ำธรรมชาติกันให้เต็มที่จึงขอนั่งรถกินลมชมวิวธรรมชาติ โดยนั่งรสบัสจากฮานอยไปเมืองฮาลอง ที่ห่างออกไป 160 กิโลเมตร ชมวิวไปเรื่อย ๆ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง และจากสถานีรถบัสไปท่าเรืออ่าวฮาลองอีก 15 นาที จากนั้นไปต่อเรือที่ท่าเรือเฟอร์รี่ ซึ่งจะมีเรือไปยังเกาะกั๊ตบา ด้วยความสวยงามและสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่ได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับอ่าวฮาลองที่อยากไปให้เห็นสักครั้งในชีวิต

การเดินทางแสนทรหดนี้ถือเป็นสิ่งคุ้มค่าที่ควรค่าแก่การมาเยือน อ่าวฮาลองหรือฮาลองเบย์ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากองค์กรยูเนสโกในปี 2537 เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ย มีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเลหลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน กิจกรรมที่นี่หลัก ๆ คือล่องเรือ เข้าไปดูแสงสีในถ้ำที่ประดับด้วยไฟตกแต่งถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวคือ “ถ้ำเสาไม้” หรือชื่อเดิมว่า Grotte des Merveilles เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือ เกาะกั๊ตบา และเกาะ Tuan Chau ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการ แบบนี้ติดเกาะก็ไม่อดตายแล้วสิ….

1480406392873

ไฮฟอง เมืองแห่งคนรักทะเล

จากฮาลองเบย์ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ก็เดินทางถึงเมืองไฮฟอง ซึ่งเดี๋ยวนี้การเดินทางจากฮาลองเบย์ถึงไฮฟองสะดวกสบายมากขึ้น โดยใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ถ้าใครไม่บินไปฮานอยก่อน แต่จะตรงมาที่ฮาลองเบย์เลย แนะนำว่าให้บิน Vietjet เลือกเส้นทางกรุงเทพฯ-ไฮฟอง มาก็สะดวกมาก ๆ

ไฮฟองเป็นเมืองตากอากาศที่เที่ยวได้ตลอดทั้ง 4 ฤดู เมืองนี้ผสมเอาเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรมการกินและอาชีพพื้นเมืองที่น่าสนใจต่าง ๆ รวมไว้ด้วยกัน และที่โดดเด่นดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวด้วยงานเทศกาลท้องถิ่น และการนมัสการวัดวาอารามต่าง ๆ ในหน้าร้อน

ไฮฟองคือเมืองตากอากาศ เพราะรวบรวมชายหาดที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น เกาะกั๊ตบา ชายหาดโด่เซิน อ่าวบ๊ายตื๋อลอง ในฤดูใบไม้ผลิสามารถมาร่วมทำกิจกรรมพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ เทศกาลชนกระบือ ส่วนหน้าหนาวสนุกกับการไต่เขา เที่ยวชมถ้ำหินปูนหินงอกหินย้อย ไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องไปเมื่อเยือนถิ่นไฮฟอง คือเกาะกั๊ตบาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มีบรรยากาศที่เงียบสงบ มาไฮฟองทั้งทีถ้าไม่ปีนเขาไต่หน้าผา ดำน้ำ พายเรือชมธรรมชาติ คงมาไม่ถึงไฮฟองสินะ

โฮจิมินห์ซิตี้เมืองที่ไม่หลับใหล

“โฮจิมินห์” หรือ “ไซง่อน” เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมฝรั่งเศส พร้อมกับธรรมชาติที่สวยงาม ให้บรรยากาศเหมือนเที่ยวเมืองยุโรปแบบใกล้ ๆ ที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นกับตาในประเทศเวียดนาม ตึกเก่า ๆ ที่สะท้อนสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสอย่าง มหาวิหารนอร์เธอดาม (Notre Dame Cathedral) โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ สร้างด้วยอิฐแดง อายุกว่า 140 ปี, อาคารไปรษณีย์กลาง (Saigon Post Office), โรงละครโอเปร่า (Saigon Opera House) ทำให้ความแตกต่างระหว่างเมืองเก่าท่ามกลางความเจริญในยุคปัจจุบันผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

และแน่นอนไม่ลืมที่จะเอาใจขาช้อปทั้งหลายกับตลาดสุดฮิตที่มาโฮจิมินห์เมื่อใดต้องมาเยือน ตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market) คล้ายตลาดนัดจตุจักรบ้านเราที่ขายสินค้าหลายอย่าง ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา ของฝาก ของที่ระลึก อาหารสด อาหารแห้ง ขนม ดอกไม้ ฯลฯ เรียกได้ว่ามีทุกสิ่งให้เลือกสรรกันเลยทีเดียว ร้านเฝอ 2000 ข้าง ๆ ตลาดบินถั่น เฝอที่นี่น้ำซุปอาจไม่จัดจ้านนัก แต่รสชาติมีความนัว ๆ เครื่องจัดมาเต็ม โดยเฉพาะผักแทบบังเส้นมิดกันเลยทีเดียว ตบท้ายด้วยของหวานตามสูตรเดินลัดเลาะถนน Pasteur ร้านไอศกรีม Kem Bach Dang ซึ่งมีคนเวียดนามแนะนำว่างานดีงานอร่อย

1480406437046

สำหรับนักท่องราตรี ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าคือจุดเริ่มต้นของแสงสีในยามค่ำคืนของโฮจิมินห์ ที่เต็มไปด้วยผับบาร์ฮิป ๆ ร้านอาหารบนดาดฟ้าหรู ๆ สำหรับดื่มและชมวิว หรือจะนั่งจิบเบียร์เย็น ๆ ชิล ๆ กับเพื่อน ให้เป็นไฮไลท์ก่อนปิดทริปเวียดนามด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จาง ๆ

การมาเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทริปที่ประทับใจ ได้ดื่มด่ำกับกลิ่นอายวัฒนธรรมยุโรปที่สะท้อนออกมาตามตึกเก่า ๆ ขณะที่อีกด้านคือความศิวิไลซ์และวุ่นวายของชีวิตเมืองหลวง ได้เห็นวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของคนเวียดนาม ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามเกินบรรยาย กลับไทยคราวนี้คงต้องหาเวลาจัดทริปเวียดนามอีกครั้งแน่นอน

เมื่อกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ สายตาชำเลืองไปเห็นเครื่องบินแอร์บัสใหม่ รุ่น A320 ของ Vietjet สามลำจอดอยู่ใกล้ ๆ น้อง ๆ แอร์บอกว่าจะให้บริการภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ยิ่งพิเศษไปกว่านั้น เครื่องบินรุ่นนี้ มีชื่อเรียกเป็นดอกไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น อมาริลลิส บีโกเนีย คาร์มีเลีย พร้อมลวดลาย Amazing Thailand สีสันสดใส ต้อนรับการเปิด 3 เส้นทางใหม่ในเมืองไทย ที่ Vietjet Air มอบเป็นของขวัญให้คนไทย

เปิดโฉมหน้าหวานใจ “โก๊ะตี๋” นอกจากแม่ – รักเธอคนนี้ที่สุด

ก่อนหน้านี้นักแสดงตลกอารมณ์ดี “โก๊ะตี๋”  ได้โพสต์ภาพคู่กับสาวปริศนาในมุมด้านหลังอยู่บ่อยครั้งตามสถานที่ต่างๆ จนหลายคนมั่นใจว่าเป็นหวานใจของโก๊ะตี๋ และลุ้นอยากเห็นโฉมหน้าแฟนสาวกันยกใหญ่ ล่าสุดในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของแฟนสาว โก๊ะตี๋ เลยได้โพสต์ภาพใบหน้าแฟนสาวเป็นครั้งแรก พร้อมข้อความอวยพรภาษาอังกฤษสุดซึ้ง 

ข้อความดังกล่าวมีความหมายประมาณว่า “สุขสันต์วันเกิดที่รัก ขอบคุณสำหรับความรักและความห่วงใยมาตลอด เธออยู่เคียงข้างตลอดไม่ว่าจะช่วงเวลาที่ดีหรือร้าย อยากบอกว่าจะรักและหวงแหนเธอเสมอ นอกจากแม่แล้ว เธอคือผู้หญิงที่รักมากที่สุด” โดยข้อความภาษาอังกฤษนั้น โก๊ะตี๋ได้คอมเมนต์บอกแฟนคลับว่า ตนเขียนเป็นภาษาไทยให้แฟนเขียนเป็นภาษาอังกฤษส่งกลับมา ไม่ได้เขียนเอง ซึ่งหลังจากที่โก๊ะตี๋ได้โพสต์ข้อความไป ก็มีแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความโรแมนติกกันมากมาย นอกจากนี้พิธีกรชื่อดัง “สรยุทธ” ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์อวยพรด้วยเช่นกัน

clubvegas999 บริการพนันออนไลน์ที่มีลูกค้าสมัครเข้ามาเล่นมากที่ สุดติดอันดับ 1 เลยทีเดียว เป็นบริการที่รู้จักกันดี ด้วยบริการที่เชื่อถือได้ ซื่อตรง ไม่มีเบี้ยว กล้าการันตีความเชื่่อถือด้วยยอดแทงเดิมพันกีฬา แทงบอลออนไลน์ และคาสิโนออนไลน์จากนักเล่นพนันออนไลน์ทั่วโลก

ตระการตา Horomitoge Lavender Garden ทุ่งลาเวนเดอร์ที่ซัปโปโร

 

screenshot_59

 

หากพูดถึงทุ่งลาเวนเดอร์ของญี่ปุ่น ใคร ๆ ต่างก็ต้องคิดถึงเมืองฟุราโนะด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่ซัปโปโรเองก็มีจุดชมทุ่งลาเวนเดอร์อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แถมยังไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางมากอีกด้วย เหมือนกับที่เว็บไซต์ mcha-th.com ได้พาเราไปชมความสวยงามของทุ่งลาเวนเดอร์ที่ซัปโปโร ที่ถึงแม้ว่าขนาดไซส์ของทุ่งลาเวนเดอร์จะไม่ใหญ่มาก แต่ความสวยงามนั้นบอกเลยว่าไม่น้อยหน้าใครอย่างแน่นอน ว่าแล้วก็ไปซึมซับประวัติศาสตร์และเสน่ห์ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ในซัปโปโรแห่งนี้ด้วยกันเลยดีกว่า

+++++++++++++++

ทุ่งลาเวนเดอร์ที่ซัปโปโร Horomitoge Lavender Garden สวยงามเกินคำบรรยาย !

ถ้าพูดถึงฮอกไกโดก็ต้องนึกถึงลาเวนเดอร์ และถ้าพูดถึงลาเวนเดอร์ก็ต้องนึกถึงฟุราโนะ แต่จากตัวเมืองซัปโปโรไปถึงฟุราโนะต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง โดยรถยนต์ ทั้งที่จริง ๆ แล้วในตัวเมืองซัปโปโรก็มี Horomitoge Lavender Garden สวนลาเวนเดอร์ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที จากสถานีซัปโปโร เราจะแนะนำทุ่งลาเวนเดอร์ที่แสนสวยแถมยังอยู่ใกล้ ๆ ให้เพื่อน ๆ รู้จักกัน สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากจะไปดูทุ่งลาเวนเดอร์แต่ไม่อยากเสียเวลาเดินทางโดยเฉพาะเลยค่ะ

screenshot_61

การเดินทางไปที่ทุ่งลาเวนเดอร์

JR Sapporo Station สถานีต้นสายในการเที่ยวซัปโปโร

Horomitoge Lavender Garden ที่เราจะแนะนำกันในวันนี้ คำว่า Horomitoge (โฮโรมิโตเกะ) อาจจะเป็นคำที่หลาย ๆ คนไม่เคยได้ยิน โฮโรมิโตเกะเป็นชื่อพื้นที่ที่อยู่ในเมืองซัปโปโร จากสถานีซัปโปโร (Sapporo Station) สามารถเดินทางไปที่สถานีมารุยามะโคเอ็น (Maruyamakoen Station) สถานีใกล้เคียงในระยะเวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น

จากสถานีซัปโปโรจะผ่านซัปโปโรจิคะไก และไปลงที่สถานีโอโดริ (Odori Station) จากที่สถานีโอโดริให้ขึ้นรถไฟสาย Subway Tozai Line และลงที่สถานีมารุยามะโคเอ็น สถานีที่ 3 ได้เลยค่ะ

เนื่องจากจะไม่มีรถบัสโดยตรงไปที่สวนลาเวนเดอร์ วิธีที่สะดวกที่สุดคือการนั่งแท็กซี่จากสถานีมารุยามะโคเอ็น (Subway Tozai Line) ค่ะ นั่งรถแท็กซี่ประมาณ 10-15 นาที ราคาประมาณขาละ 1,500 เยน ตอนนี้เราไปดูมาค่าแท็กซี่ขาละ 1,550 เยนค่ะ

ถ้าจะเดินทางไปด้วยรถเช่า ให้เสิร์ชหา Yumekobo Sato ก็จะมีสถานที่ขึ้นมา Horomitoge Lavender Garden เป็นทุ่งลาเวนเดอร์ที่ Yumekobo Sato เป็นผู้ดูแลค่ะ

ถ้าใครชอบเดินเขาหรือไม่เกี่ยงเดินขึ้นเนิน ก็สามารถเดินจากสถานีมารุยามะโคเอ็นได้ จากป้ายรถบัสสวนสาธารณะมารุยามะที่อยู่ข้างกันกับสถานีมารุยามะโคเอ็น ให้ขึ้นรถบัส Bankei Bus แล้วลงที่ Horomitoge-iriguchi ซึ่งจะเห็นทางเข้าอยู่ด้านหน้า จากตรงนั้นก็เดินขึ้นเขาประมาณ 30 นาที ก็จะเห็นป้าย Horomitoge Lavender Garden ค่ะ รถบัสจะมีจำนวนน้อยคัน ก่อนไปก็อย่าลืมเช็กตารางรถบัสก่อนนะคะ

ทุ่งลาเวนเดอร์หน้าตาแบบนี้เลย !

ทุ่งลาเวนเดอร์อยู่บนเนินเขาที่สูง ทำให้สามารถมองเห็นวิวเมืองซัปโปโรได้ด้วยค่ะ

ภาพวิวสีม่วงที่ใช้ลาเวนเดอร์ถึง 5,000 ต้น เป็นเหมือนภาพวิวทิวทัศน์ประจำฤดูร้อนฮอกไกโดเลยก็ว่าได้ ภาพวิวเมืองซัปโปโรเบื้องหลังทุ่งลาเวนเดอร์นี้ ก็เป็นทิวทัศน์สวยงามที่หาชมได้เพียงแค่ที่นี่เท่านั้นค่ะ

มีดอกลาเวนเดอร์ขายด้วย

screenshot_60

ที่ Horomitoge Lavender Garden จะมีดอกลาเวนเดอร์ขาย ซื้อเป็นช่อแบบนี้ก็ได้นะคะ

นอกเหนือจากนี้ก็มีโปสการ์ดหรือพวกน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ขายด้วย ชมทุ่งลาเวนเดอร์ที่สวยงามเหมือนพรมสีม่วงกันแล้วก็อย่าลืมแวะมาดูกันนะคะ
View Information

ที่อยู่ : Sapporo-shi, Chuo-ku, Bankei 471-110
เวลาทำงาน : 09.00-17.00 น. (จอดรถยนต์ได้ถึง 18.00 น.)
เวลาในการเที่ยว : ช่วงเวลาเปิดสวนต้นเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม
บริการ Wi-Fi : Not Available
ประเภทของบัตรเครดิต : Not Available
สถานีใกล้ที่สุด : Subway Maruyamakoen Station
วีธีการเดินทาง : ประมาณ 10 นาที โดยรถยนต์จากสถานี Maruyamakoen
ราคา : ค่าจอดรถ 500 เยน
เบอร์โทรศัพท์ : 011-622-5167
HP ทางการ : Horomitoge Lavender Garden (Yumekobo Sato)