Archives

รู้จักโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ สาเหตุและวิธีการรักษา

 

 

โรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และผู้ใช้แรงงานเป็นประจำ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่นิยมการออกกำลังกายอย่างหนัก ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อและอวัยวะที่ใช้งาน

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ

1. การบาดเจ็บทางร่างกายอย่างรุนแรง เกิดจากกล้ามเนื้อถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุทางรถยนต์

2. การบาดเจ็บแบบน้อยๆ แต่ซ้ำซาก เกิดจากกล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักตลอดเวลา จนเกิดอาการหดเกร็งตามมา (Taut Band) พบมากในผู้ที่ทำงานผิดอิริยาบถเป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางที่ต้องเกร็งไหล่ แขน และข้อมือตลอดเวลา การยกของหนักในท่าที่ไม่ถูกหลัก

3. โรคข้อเสื่อมต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อมตามอวัยวะต่างๆ เช่น คอ เข่า ทำให้มีอาการปวดตรงบริเวณนั้นและเกิดการหดเกร็งจนกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ

สำหรับโรคเส้นเอ็นอักเสบ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับที่ข้อมือหรือนิ้วมือ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเอ็นของเส้นเอ็นบริเวณข้อมือ 2 เส้น จนเกิดการตีบหรือหดตัว ซึ่งมาจากการเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้นหรือการเจ็บป่วยจากโรคข้อเรื้อรัง
อาการของโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ

ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออักเสบจะมีลักษณะเป็นกลุ่มอาการหลากหลายร่วมกัน เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อหรืออวัยวะเป็นแถบๆ ชนิดที่ปวดน้อยๆ พอทนได้จนกลายเป็นความปวดที่ซ้ำซาก จนถึงกับมีอาการปวดที่ทนแทบไม่ได้หรือมีอาการปวดร้าวไปที่ส่วนอื่น ซึ่งที่เราจะเห็นได้ชัดคือบริเวณกล้ามเนื้อที่ปวดนั้น เมื่อกดเบาๆ จะเจ็บปวดมากกว่าการปวดแบบปกติ

ผู้ป่วยเส้นเอ็นอักเสบจะเริ่มมีอาการช้ำและระบมที่บริเวณนิ้วโป้งตรงช่วงใกล้กับข้อมือ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการเจ็บปวดจะขยายบริเวณจนเกิดอาการบวมบริเวณปลอกหุ้มเอ็นใกล้ๆ กับข้อมือ ทำให้การหยิบจับด้วยนิ้วโป้งและข้อมือเป็นไปด้วยความยากลำบากและเจ็บปวดมากขึ้น

วิธีรักษาโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ
การรักษาให้ได้ผลดีที่สุดคือต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัดก่อน ว่าเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือว่าเกิดจากอาการของโรคบางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์หรือหมอนรองกระดูกคอเสื่อม แล้วจึงรักษาจากสาเหตุนั้น ซึ่งนอกจากการใช้ยารับประทานหรือยาฉีดเพื่อระงับอาการปวดแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดให้บรรเทาลงได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงมากอาจจะต้องเลือกใช้วิธีการผ่าตัด

– ลดการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 1 ชั่วโมง
– ฝึกยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเองจนถึงจุดที่มีอาการปวดเล็กน้อย ทำคราวละ 10 ครั้ง วันละ 2 รอบ โดยทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ให้กล้ามเนื้อมีการยืดเหยียดบ้าง
– การทำกายภาพบำบัด วิธีนี้ควรให้นักกายภาพบำบัดมืออาชีพเข้ามาดูแล เพราะในบางกรณีอาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัดช่วยด้วย
– การรักษาด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม การกดจุด การนวดแผนโบราณ

การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ

เมื่อแพทย์วินิจฉัยลงความเห็นแล้วว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือการกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเกิดอาการโรคนี้ ทานยาและปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่ง ทำกายภาพบำบัดหรือกายภาพฟื้นฟูตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัดเป็นประจำ หากมีอาการที่ผิดปกติหรือว่ามีอาการที่แย่ลงให้รีบไปพบแพทย์ก่อนทันที

เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ผิดอิริยาบถหรือว่าการออกกำลังกายที่ไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย เมื่อเราทราบสาเหตุและหลีกเลี่ยงก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้ค่ะ

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา

 

 

ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยลง ซึ่งทำให้ต้องทำงานในสภาวะที่กดดันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือว่าการแข่งขันทางธุรกิจก็ตาม รวมไปถึงค่านิยมผิดๆ เช่น พวกคลั่งผอมและขาว หรือแม้แต่พฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาการติดสุรา การใช้ยาเสพติด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อระบบประสาทที่กลายเป็นปัญหาทางจิตได้

สาเหตุการเกิดโรคระบบประสาททางจิตเวช

1. พันธุกรรมและโครงสร้างของร่างกาย เช่น พิการตั้งแต่กำเนิด การสูญเสียอวัยวะ ทำให้เกิดปมด้อยในชีวิตจนเป็นเหตุให้เกิดความท้อแท้และหมดกำลังใจ

2. การใช้ชีวิตและสังคม การปรับตัวไม่ทันให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การแข่งขัน ปัญหาทางเศรษฐกิจและครอบครัว ส่งผลให้เกิดความเครียดวิตกกังวลจนมีภาวะทางประสาท

3. ชีวะเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจนทำให้สารเคมีในร่างกายหลั่งสารเคมีผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท จึงทำให้พฤติกรรมทางโรคประสาทแสดงออกมา

4. การใช้ยาและสารเสพติด ยาลดความอ้วน ยาเพิ่มความขาว และยาเสพติดต่างๆ มีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาททั้งสิ้น เนื่องจากไปทำลายเซลล์สมองและทำให้ระบบการทำงานผิดปกติ

5. อายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเสื่อมถอยของอวัยวะในร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ย้ำคิดย้ำทำ เจ้าอารมณ์ บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์

อาการของโรคระบบประสาททางจิตเวช

สิ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับผู้ป่วยระบบประสาททางจิตเวชคือ จะมีความเครียดและวิตกกังวลมากกว่าปกติ เหม่อลอยหรือซึมเศร้าเป็นประจำ ย้ำคิดย้ำทำ อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ฝันร้ายบ่อย นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น ชีพจรเต้นแรงและเร็ว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเกร็งของระบบกล้ามเนื้อ มือสั่น

ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน ยาเสพติด หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะมีอาการที่ก้าวร้าว ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น อาจจะมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง หูแว่ว หรือกระทำอัตวินิบาตกรรมตนเองได้

วิธีรักษาโรคระบบประสาททางจิตเวช

แพทย์เฉพาะทางจะใช้วิธีการรักษาที่หลากหลายแนวทางประกอบกันไป โดยเน้นที่การฟื้นฟูระบบสมองและประสาท ให้เปลี่ยนกระบวนการคิดและพฤติกรรมให้เหมือนคนปกติทั่วไป และสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตนเองได้

1. การใช้ยา แพทย์จะให้ยาในกลุ่มโรคทางระบบประสาทและกลุ่มโรคจิตเวช เช่น ยาบำรุงประสาท ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาแก้ซึมเศร้า เป็นต้น

2. การรักษาด้วยจิตบำบัด หรือการรักษาทางจิตใจ เพื่อสร้างกระบวนการคิดใหม่ให้ผู้ป่วยเข้าใจในตนเอง และยอมรับความเป็นจริงได้

3. การรักษาด้วยพฤติกรรมบำบัด วิธีนี้มักจะใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยจิตบำบัด เพื่อฝึกให้ผู้ป่วยสามารถจัดการความเครียด ความวิตกกังวลของตนเอง สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตนเองได้

การดูแลตนเองเมื่อพบว่าเป็นโรคระบบประสาททางจิตเวช

ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าโรคระบบประสาททางจิตเวชเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษาที่ยาวนานพอสมควร ทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดยา และไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ

สำหรับผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน ยาเสพติด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ต้องเลิกสิ่งเหล่านี้อย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเลวร้ายลงกว่าเดิม

ผู้ป่วยโรคระบบประสาททางจิตเวชไม่ใช่คนบ้าหรือคนวิกลจริต แต่การสร้างความเข้าใจในตนเองและบุคคลในครอบครัวและคนรอบข้างจะช่วยให้อาการของผู้ป่วยนั้นดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

สิวอักเสบ ปัญหาใหญ่ที่เป็นมากกว่าสิว

 

 

เราสามารถแบ่งประเภทสิว ได้เป็น 2 ชนิด คือ สิวไม่อักเสบ หรือสิวอุดตัน (comedones) ซึ่งอาจเป็นสิวหัวดำ หรือสิวหัวขาวก็ได้ และสิวอักเสบ (inflammatory acnes) ที่อาจมีความรุนแรง จนกลายเป็นสิวหัวช้างหรือสิวซิสต์ โดยเราจะมาดูถึงสาเหตุของสิวอักเสบ การป้องกัน และวิธีรักษาสิวอักเสบที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพ

สาเหตุของสิวอักเสบ

สิวอักเสบเกิดขึ้นจากการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (P. acnes) ในสิวอุดตัน โดยแบคทีเรียเหล่านี้จะกินไขมันเป็นอาหาร แล้วจะขับกรดไขมันอิสระ ที่มีฤทธิ์ก่อความระคายเคืองออกมา ซึ่งจะกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบบริเวณหัวสิว เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวมากัดกินเชื้อโรค ก็จะทำให้เกิดหนองบริเวณหัวสิว และถ้าการอักเสบยังเพิ่มมากยิ่งขึ้น สิวเม็ดเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นสิวหัวช้าง หรือสิวซิสต์ได้

สิวอักเสบต้องรักษาไหม
รอยแผลเป็นหรือรอยดำจากสิว เป็นปัญหาใหญ่ที่มักจะเกิดขึ้น หลังจากการเป็นสิวอักเสบ อีกทั้งรอยดำจากสิว ยังรักษาได้ยาก รวมถึงยังมีค่ารักษาที่แพงอีกด้วย ซึ่งการรีบรักษาสิวอักเสบไม่ให้มีปัญหาบานปลาย จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยดำจากสิว ทำให้ผิวหน้าของคุณ มีความผ่องใสอยู่ตลอดเวลา

การป้องกันสิวอักเสบ
มลภาวะต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม สามารถกระตุ้นทำให้เกิดสิวได้ การล้างหน้าเป็นประจำ จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกเหล่านี้ และจะยับยั้งการเกิดสิวอุดตัน ซึ่งสามารถพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบได้

การบีบสิว จะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง ซึ่งจะกระตุ้นทำให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งนิ้วมือที่ไม่สะอาด ก็จะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ และทำให้เกิดสิวอักเสบ ที่มีปัญหาบานปลายและรักษายาก

เครื่องสำอางเป็นหนึ่งสาเหตุของสิวอักเสบ การล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด การใช้เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว หรือใช้เครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม สามารถกระตุ้นทำให้เกิดสิวอักเสบได้ทั้งสิ้น

สิวเห่อจากการแพ้ครีม แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดไม่ลับ ที่คุณเองก็น่าจะรู้

 

 

ถ้าเรายังจำเป็นต้องทาครีมบำรุงผิวทุก ๆ วัน เชื่อได้ว่า วันใดก็วันหนึ่ง ปัญหาสิวเห่อจากการแพ้ครีม ก็อาจเกิดขึ้นกับเราได้ หลาย ๆ คนมีปัญหาแพ้เครื่องสำอาง เป็นสิวเห่อ หน้าแดง ก็อาจเกิดอาการตกใจ และอาจทำอะไรไม่ถูก แต่ความจริงแล้ว ปัญหาผิวหน้าแพ้ครีม สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย

อาการใดบ้างที่บ่งบอกว่า คุณกำลังแพ้ครีม

– ถ้าคุณเพิ่งซื้อครีมมาใหม่ และเพิ่งลองใช้เพียง 2 ถึง 3 ครั้ง ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่ความผิดปกติบนผิวหน้า อาจเกิดมาจากครีมนั้น ๆ
– มีอาการหน้าแดง แสบ คัน มีผื่น หรือสิวเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นทั่วใบหน้า หรือบริเวณที่ทาครีม

นานไหมกว่า สิว และผดผื่นที่เกิดจากการแพ้ครีม จะหายไป
ปัญหาสิวเห่อ หน้าแดง และผื่นจากการแพ้ครีม ต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นฟู หลาย ๆ คนอาจใจร้อน จึงไปหายาหรือเครื่องสำอางมาช่วยแก้ปัญหา แต่จริง ๆ แล้ว การกระทำดังกล่าว ต่างเป็นการช่วยซ้ำเติมปัญหาสิวเห่อจากการแพ้ครีม ให้มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เคล็ดไม่ลับ ที่ช่วยแก้ปัญหาสิวเห่อจากเครื่องสำอาง

– ถ้าคุณรู้สึกว่า เริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็นหน้าแดง ผื่น สิว หรืออาการแสบคัน ให้หยุดใช้ครีมตัวนั้นในทันที และรีบล้างครีมที่ทาออกไปด้วยน้ำเปล่า

– ก่อนการซื้อครีมและเครื่องสำอางทุกครั้ง ควรพลิกดูส่วนประกอบข้างกล่องบ้าง เผื่อมีรายชื่อสารเคมี ที่คุณอาจแพ้ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาการแพ้ซ้ำ

– แม้ว่าคุณอาจจะมั่นใจว่า ต้องเป็นครีมตัวใดตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพ้ แต่ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะหยุดใช้ครีมบำรุงทุกตัว เพราะสารเคมีในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อาจก่อให้เกิดความระคายเคือง และซ้ำเติมปัญหาได้

– เมื่อเกิดผื่นแพ้ครีมแล้ว ควรพยายามล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าเสมอ การใช้โฟมล้างหน้า ที่แม้ว่าจะมีความอ่อนโยน ก็อาจจะอ่อนโยนไม่เพียงพอ ต่อผิวที่กำลังอักเสบ นอกจากนี้การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ยังจะช่วยกำจัดสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่บนผิว

– อย่าบีบสิวหรือแกะผื่นที่เกิดขึ้น เพราะการบีบหรือแกะ จะทำให้เกิดความระคายเคือง และทำให้ผิวหน้าบอบช้ำมากขึ้น อีกทั้งยังอาจทำให้คุณเป็นสิวอักเสบตามมา

– การปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เป็นวิธีที่ดีที่สุด นอกเหนือจากที่คุณจะได้รับคำแนะนำต่าง ๆ แล้ว คุณหมอยังสามารถประเมินความรุนแรง และให้การรักษาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยทำให้ปัญหาผิวแพ้ครีม หายไปได้อย่างรวดเร็ว

อาการแพ้ครีม สามารถสังเกตได้จาก ผื่นแดง ตุ่มน้ำใส สิวเห่อเม็ดเล็ก ๆ หรืออาการแสบคัน เมื่อคุณรู้สึกถึงอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ครีมในทันที เน้นการล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด ไม่แกะและบีบสิว และควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง อีกทั้งยังควรระลึกไว้ด้วยว่า ปัญหาสิวเห่อจากการแพ้ครีม ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จึงจะหายเป็นปกติ

ว่านหางจระเข้ สุดยอดสมุนไพรเพื่อความงามจากธรรมชาติ

 

 

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงามที่สาวๆ สามารถนำมาปรนนิบัติความสวยในเรือนร่างได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ในวันนี้เราเลยไม่พลาดกับการเอาสูตรความงามด้วยว่านหางจระเข้มาฝาก จะมีสูตรใดบ้าง มาติดตามกันค่ะ

รักษาสิว ฝ้า กระและจุดด่างดำ
ผิวหน้าของสาวๆ หลายคนมักมีปัญหาสารพัด ยิ่งหากใครมีสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำและรอยสิวแบบครบสรรพด้วยแล้ว ย่อมกังวลใจกันไม่น้อยแน่นอน ถ้าอย่างนั้น แนะนำสูตรนี้เลยค่ะ เพียงนำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้มาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วล้างหน้าให้สะอาด ทำเป็นประจำเช้า-เย็น รับรองค่ะว่าปัญหาสิวอักเสบก็จะค่อยๆ ลดลง นอกจากนี้ รอยสิว ฝ้า กระและจุดด่างดำก็ยังค่อยๆ จางลงอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย เนื่องจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการติดเชื้อ และยังมีกรดอ่อนๆ ที่จะช่วยในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว ทำเป็นประจำ ใบหน้าเนียนใสปิ๊งดั่งใจแน่นอนค่ะ

บำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น
หากมีปัญหาผิวแห้ง คุณสามารถเติมเต็มความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ผิวหนังได้ด้วยว่านหางจระเข้ วิธีทำง่ายมาก เพียงนำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้มาปั่นละเอียด จากนั้นนำมาขัดและพอกลงบนผิวหนังตามจุดที่ต้องการ เน้นขัดถูบริเวณที่แห้งและหยาบกร้านมากที่สุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด หรือหากสาวๆ จะนำมาแช่ลงในอ่างอาบน้ำและขัดตัวไปพร้อมๆ กันกับตอนอาบน้ำก็ได้เช่นกัน รับประกันเลยค่ะว่าสาวผิวแห้งกร้านทั้งหลาย เมื่อได้ใช้สูตรนี้แล้ว ผิวพรรณจะเนียนนุ่มชุ่มชื้น ผิวอ่อนเยาว์ เต่งตึงขึ้นจนต้องหลงรักผิวมากขึ้นแน่นอน

บำรุงผิวหน้าให้เนียนเด้งเปล่งปลั่ง
ผิวหน้าที่ขาดความชุ่มชื้น ย่อมนำมาซึ่งปัญหาผิวแห้งกร้านอยู่เสมอ และหากต้องการเรียกคืนความชุ่มชื้นให้ผิวสวยอีกครั้ง ทำตามนี้ได้เลยค่ะ แค่นำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้มาฝานเป็นแผ่นบางๆ จากนั้นนำมาแปะลงบนใบหน้าจนทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนจะล้างหน้าให้สะอาด หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว สาวๆ จะสัมผัสได้ถึงสภาพผิวหน้าที่ยืดหยุ่น กระชับเนียนเด้งเปล่งปลั่ง และยังมีความชุ่มชื้นขึ้นอย่างสัมผัสได้เลยล่ะ

บำรุงเส้นผมให้สวยเงางาม
อยากมีผมสวยเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ สูตรจากว่านหางจระเข้ก็ช่วยบำรุงได้เช่นกันนะคะสาวๆ เพียงตัดใบว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออกแล้วล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำมาหมักผม ปล่อยไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วสระผมตามปกติ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเติมความชุ่มชื้นถึงเกล็ดผมด้านในได้อย่างล้ำลึกและยังช่วยฟื้นบำรุงสุขภาพผมให้แข็งแรง นุ่มสลวยเงางาม ทำเป็นประจำยังช่วยกำจัดเชื้อราและรังแคบนหนังศีรษะ เนื่องจากว่านหางจระเข้มีสรรพคุณฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังได้ เชื้อราซึ่งเป็นตัวการของปัญหารังแคจะหายไป หนังศีรษะของคุณสาวๆ จะชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ยังสัมผัสได้ถึงความสะอาดเกลี้ยงเกลา แถมยังช่วยบำรุงรากผมให้แข็งแรงพร้อมๆ กันอีกด้วย แล้วแบบนี้จะไม่หันมาหมักผมด้วยสูตรว่านหางจระเข้กันได้อย่างไรล่ะจริงมั้ยคะ

บรรเทาอาการแพ้เครื่องสำอาง
สมัยนี้สาวๆ หลายคนหันมาแต่งหน้ากันมากยิ่งขึ้น และรู้มั้ยว่าในเครื่องสำอางนั้นล้วนมีสารเคมีชนิดต่างๆ มากมาย สำหรับใครที่มีผิวแพ้ง่ายก็อาจจะเกิดอาการแพ้ผิวหนังขึ้นได้ โดยจะมีอาการผดผื่นคันและระคายเคือง แต่ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการแพ้เครื่องสำอางได้ค่ะ วิธีใช้คือ ให้นำเนื้อวุ้นใสๆ ของว่านหางจระเข้มาทาลงบนผิวที่มีผดผื่นแพ้ โดยทาเป็นประจำทุกวัน ไม่นานผิวที่เป็นปื้นแดงๆ ก็จะค่อยมีอาการบรรเทาลง นอกจากนี้ สรรพคุณจากว่านหางจระเข้ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหน้าของเราให้กลับมาเนียนใสอย่างมีสุขภาพดีได้อย่างใจอีกด้วย

แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน
ผิวพรรณตามเรือนร่างของเรา โดยเฉพาะในส่วนของข้อศอก หัวเข่า ตาตุ่มและส้นเท้า มักเป็นส่วนที่แห้งและหยาบกร้านอย่างมากทีเดียว ดังนั้น อย่าปล่อยเอาไว้ให้บดบังความงามอีกเลย เรามาเติมเต็มความชุ่มชื้นด้วยว่านหางจระเข้กันเถอะค่ะ วิธีใช้ก็คือ ให้สาวๆ นำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้มาขัดถูผิวบริเวณที่หยาบกร้านต่างๆ เหล่านั้นเป็นประจำทุกวัน ไม่นานความหยาบกร้านจะค่อยๆ จางลง เหลือเพียงสภาพผิวที่เริ่มเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เห็นหรือยังคะว่าสมุนไพรว่านหางจระเข้มีดีมากมายแค่ไหน สาวๆ คนไหนอยากสวยแบบไม่ต้องจ่ายแพง อย่าลืมเลือกใช้ว่านหางจระเข้ปรนนิบัติความงามกันเป็นประจำนะคะ

เผยเคล็ดลับผิวสวย อ่อนเยาว์สดใสด้วยองุ่น

 

 

องุ่น ผลไม้ที่มากไปด้วยประโยชน์และมีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพ เสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วยวิตามินนานาชนิด แต่นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว องุ่น ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้ขาวใสและมีสุขภาพผิวที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย และในบทความนี้เราก็ได้รวบรวมคุณประโยชน์ด้านความงามขององุ่นมาฝากกัน รับรองว่ารู้แล้ว คุณจะต้องอยากทานองุ่นมากขึ้นแน่นอน

อุมดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระ เป็นตัวการทำร้ายผิวให้หมองคล้ำ แห้งกร้าน มีริ้วรอยและเกิดปัญหาผิวหน้า อย่างเช่น สิว ฝ้า ได้บ่อยครั้ง ดังนั้นจึงต้องจัดการอนุมูลอิสระเหล่านี้ให้หมดไป และองุ่น ก็เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก แค่ทานองุ่นเป็นประจำและทานในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยลดอนุมูลอิสระได้มากพอสมควรเลยทีเดียว

บำรุงผิวให้ขาวใสด้วยวิตามินอีและซี
ด้วยคุณสมบัติจากวิตามินอีและวิตามินซี จึงทำให้ผิวหน้าและผิวกายดูขาวกระจ่างใสและเนียนนุ่มยิ่งขึ้น โดยวิตามินซีนั้นจะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิว ทำให้ผิวหนังมีความแข็งแรงและขาวเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนวิตามินอีก็จะช่วยลดความหมองคล้ำ โดยเฉพาะผิวหมองคล้ำจากการโดนแดดจัดๆ

ชะลอการเกิดริ้วรอย ให้ผิวดูอ่อนเยาว์
สำหรับใครที่ไม่อยากแก่เร็ว หรือมีริ้วรอยก่อนวัย องุ่นก็ช่วยได้เหมือนกัน นั่นก็เพราะสารสกัดจากองุ่นนั้นมีส่วนช่วยในการชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และลดเรือนริ้วรอย ตีนกาได้อย่างดีเยี่ยม แถมยังทำหน้าที่ในการกระชับผิวให้เต่งตึงและดูเรียบเนียนยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็จะทำให้ผิวหน้าของคุณดูอ่อนเยาว์และเด็กลงอย่างเห็นได้ชัด จนใครเห็นก็ต้องทักเลยล่ะ

สยบทุกปัญหาสิว
สารสกัดจากองุ่น ที่นำมาทำเป็นสบู่หรือครีมรักษาสิวนั้น สามารถสยบทุกปัญหาสิวได้อย่างดีเยี่ยม เพราะองุ่นมีฤทธิ์ในการขจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่เป็นตัวการของการเกิดสิวให้หมดไป ทั้งยังช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวค่อยๆ ยุบลงและหายไปในที่สุดอีกด้วย ดังนั้นหากคิดจะซื้อสบู่ล้างหน้าหรือครีมรักษาสิวล่ะก็ แนะนำให้เลือกที่เป็นสารสกัดจากองุ่น เพราะมั่นใจได้ถึงผลลัพ์ที่แน่นอน มากกว่าสารสกัดอื่นๆ นั่นเอง

แก้ปัญหารูขุมขนกว้าง
สำหรับใครที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง ทำให้ใบหน้าดูไม่เรียบเนียนและมีปัญหาเวลาแต่งหน้าอยู่เสมอ สารสกัดจากองุ่นก็เป็นตัวช่วยที่ดีเหมือนกัน เพราะองุ่นมีฤทธิ์ในการทำความสะอาดรูขุมขนอย่างหมดจด พร้อมกระชับรูขุมขนให้แคบลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยเห็นรูขุมขนบนใบหน้าอย่างชัดเจน ผิวหน้าจะดูเรียบเนียนจนแทบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวว่าเคยมีปัญหารูขุมขนกว้างมาก่อน

เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยสูตรลับสุดเด็ด
นอกจากการทานองุ่นเพื่อความงามหรือใช้ผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนประกอบจากองุ่นแล้ว ก็สามารถนำองุ่นสดๆ มาพอกหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อีกด้วย ซึ่งก็มีสูตรดังนี้

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม
– องุ่น 1/2 ถ้วย ไม่ต้องปลอกเปลือก
– น้ำแตงกวาสด 1 ช้อนโต๊ะ
– น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
ให้นำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้ มาปั่นรวมกันจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ ประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ทำบ่อยๆ เป็นประจำ จะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากทีเดียว

ผลลัพธ์
สำหรับสูตรนี้นั้น จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัสยิ่งขึ้น แก้ปัญหาผิวแห้งกร้านได้อย่างอยู่หมัด ทั้งยังช่วยกระชับผิว ชะลอการเกิดริ้วรอยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงอีกด้วย อยากมีผิวสวย สุขภาพดี ก็ลองทำตามสูตรนี้กันดูได้เลย

เห็นไหมว่าองุ่นก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะสารสกัดจากองุ่น ที่จะช่วยชะลอความแก่ ลดการเกิดสิว และบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ขาวกระจ่างใสยิ่งขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไม่ว่าจะเป็นสบู่หรือครีม โลชั่นบำรุงที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากองุ่น ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากทีเดียว แต่ก็ต้องเลือกที่มีเครื่องหมาย อย. รับรองความปลอดภัยด้วยนะคะ

วิธีป้องกันการเกิดสิวอุดตัน อยากหน้าใสไร้สิว ห้ามพลาด!

 

 

สิวอุดตันขึ้นหน้าทีไร รักษาหายยากทุกที แถมยังทิ้งรอยสิวเอาไว้อีกด้วย สาวๆ หลายคนจึงต้องสรรหาวิธีป้องกันการเกิดสิว และวันนี้เราก็มีวิธีป้องกันการเกิดสิวอุดตันมาฝาก ไม่อยากให้สิวอุดตันมาเยือนต้องทำไงบ้าง มาดูกันค่ะ

ล้างหน้าก่อนเข้านอนให้สะอาด
เพราะแต่ละวันเรามักจะเจอฝุ่นละออง แสงแดดและควันพิษ เหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งเชื้อโรคซึ่งหากสะสมรวมกับเครื่องสำอางบนใบหน้าแล้วก็จะยิ่งก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายขึ้น สาวๆ จึงต้องเช็ดเครื่องสำอางออกให้สะอาดและล้างหน้าให้หมดจด ปราศจากสิ่งสกปรกตกค้าง หากทำได้แบบนี้ก่อนนอนทุกวันล่ะก็ บอกลาการเกิดสิวอุดตันได้อย่างแน่นอน

สครับผิวหน้าบ้าง
การสครับผิวหน้าจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก แต่หากเราไม่สครับผิวหน้าเลย เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วก็จะยิ่งฝังบนผิวหนังชั้นนอกและทำให้ผิวขาดอากาศหายใจ รูขุมขนก็จะอุดตันไปด้วยสิ่งสกปรกง่ายขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดสิวอุดตันได้ดีนักเชียว แถมยังทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำและแก่เร็วขึ้นด้วยนะ ดังนั้น หมั่นสครับผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ให้ผิวสะอาดเกลี้ยงเกลา แถมยังกระจ่างใสนวลเนียนกันจะดีกว่า

ล้างแปรงแต่งหน้าอยู่เสมอ
การแต่งหน้าเป็นตัวการทำให้เกิดสิวอุดตันได้อย่างมากมาย เพราะหากสาวๆ ล้างเครื่องสำอางออกไม่สะอาด หรือแม้แต่เข้านอนโดยไม่ล้างหน้าก็ตาม แค่นี้สิวอุดตัวก็บุกขึ้นบนใบหน้าแล้ว แต่นอกจากนี้ แปรงแต่งหน้าก็นับเป็นอีกจุดหนึ่งซึ่งถือเป็นแหล่งรวมตัวของสิ่งสกปรกและเชื้อโรคไม่น้อย สาวๆ จึงต้องหมั่นล้างแปรงแต่งหน้า และพัฟแต่งหน้าอยู่เสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งได้ก็จะยิ่งดีมาก เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกจับตัวกันจนทำลายผิวหน้าสวยใสของเรา

หลีกเลี่ยงการจับใบหน้า
สาวๆ หลายคนชอบเอามือจับต้องใบหน้าบ่อยๆ จริงมั้ยคะ แต่เพราะมือของเราผ่านการหยิบจับสิ่งของต่างๆ มากมาย ที่อาจทำให้มีเชื้อแบคทีเรียติดเกาะผิวหน้าได้ง่าย ดังนั้น จากนี้ไปห้ามเอามือสัมผัสใบหน้าเด็ดขาด นอกจากจะล้างมือจนสะอาดดีแล้วเท่านั้น ไม่เช่นนั้น แบคทีเรียเกาะติดผิวหน้าจนทำให้สิวอุดตันมาเยือนไม่รู้ตัวก็เป็นได้

เป็นอย่างไรบ้างคะสาวๆ สำหรับวิธีป้องกันการเกิดสิวอุดตัน หลายคนไม่อยากมีสิวไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม ยิ่งหากเป็นสิวอุดตันด้วยแล้ว โอกาสที่มันอักเสบหายช้าก็ยิ่งมีมาก และยิ่งหากสิวรักษาได้หายขาดช้า รอยสิวหรือรอยแผลเป็นจากสิวก็ยิ่งมีโอกาสเป็นได้มากขึ้น แถมยังรักษาหายยากด้วยเช่นกัน รู้แบบนี้แล้วก็ต้องรับมือป้องกันสิวตามคำแนะนำจากเรากันนะคะ

5 ตัวช่วยที่จะทำให้ชีวิตคุณแม่ง่ายขึ้น

 

 

การบริหารเวลาเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องดูแลลูกน้อย ไหนจะลูก ไหนจะงานประจำ ไหนจะงานบ้าน และสิ่งที่ต้องทำอีกจิปาถะ ไปๆมาๆ อันนั้นก็ลืม อันนี้ก็ไม่ได้ทำ แถมตะกี๊เราจะเดินไปหยิบอะไรหว่า ? ไปหมดแล้วค่ะ สหมงสมอง คิดเหมือนกันไหมคะ ว่าตั้งแต่มีลูกนี่เราขี้ลืมขึ้นเยอะเลย เอ แต่จะไปโทษว่ามีลูกก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะ เอาเป็นว่า เราลืมง่ายขึ้นเพราะมีหน้าที่ที่ต้องทำเพิ่มขึ้นนั่นเอง ว่าแล้ว วันนี้เรามาจัดระเบียบชีวิตให้ง่ายและคล่องตัวขึ้นกันเถอะ

1. แก้หลง-กันลืมด้วยไดอารี่
มีอะไรก็จดลงไปเลยค่ะ ทั้งกำหนดการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ค่าเทอม วันหมอนัดตรวจสุขภาพลูก วันที่ต้องไปตรวจสุขภาพตัวเราเอง (อ๊ะ ๆ! อย่าทำเป็นเนียน ! อย่าลืมนะคะ ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวอีกแล้ว มีคนตัวเล็กๆที่เรารักและรักเรารออยู่ ดังนั้น จึงควรหมั่นไปตรวจสุขภาพปีละครั้ง) วันจ่ายค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ รวมถึงสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน เท่านี้ คุณก็ไม่พลาดกำหนดนัดหมายสำคัญๆ อีกแล้วล่ะ

2. ตั้งนาฬิกาปลุกเร็วขึ้น 30 นาที
ถ้าคุณเคยตื่นหกโมงเช้า ก็ลองเปลี่ยนมาตื่นตีห้าครึ่ง เพื่อที่จะได้ใช้เวลาในช่วงนี้ สวดมนต์ไหว้พระ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง หรือจะเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ลูกก็ได้ การตื่นเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมงนี้ นอกจากจะทำให้คุณจัดสรรเวลาได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความหงุดหงิดกับปัญหาการจราจรไปได้เยอะเชียว

3. จัดตารางงาน
ถ้าคุณเป็นคุณแม่ทำงาน ก็ควรจัดลำดับความสำคัญของงาน ดังนี้
– งานด่วน และสำคัญ
– งานด่วน แต่ไม่สำคัญ
– งานไม่ด่วน แต่สำคัญ
– งานไม่ด่วน และไม่สำคัญ

ลำดับที่ 1-3 คุณคงจะต้องทำเอง แต่งานชิ้นที่ 4 ถ้าหาคนมาช่วยทำแทนได้ ก็น่าจะหาคนอื่นมาทำแทน เพื่อให้งานในลำดับที่ 1 – 3 ของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คุณจะต้อง “เหมา” งานมาไว้ทำคนเดียว เพราะการทำแบบนั้น อาจทำให้คุณทำงานที่ด่วนและสำคัญไม่ทัน และมีผลเสียตามมา นอกซะจากว่าไม่มีใครทำแทนได้เลย คุณต้องทำคนเดียวทั้งหมด การจัดลำดับความสำคัญของงานแบบนี้ก็ช่วยให้คุณบริหารงานได้ดี

4. รู้จักปฏิเสธ
เงินเดือนราคาเดียวแต่จ่ายบุฟเฟต์ (งาน) ไม่อั้น อย่างนี้คงไม่ไหว การเลือกรู้จักปฏิเสธงาน โดยให้เหตุผลที่ดีว่าเรากำลังทำงานชิ้นไหนอยู่ จะช่วยให้เจ้านายเข้าใจปริมาณงานที่เราทำอยู่มากขึ้น แต่หากเราเกรงใจ หรือมัวแต่คิดว่า “ทำไหวๆ” ต่อให้จัดลำดับความสำคัญของงานยังไง สุดท้าย เราก็ต้องกลายเป็นคนที่เหมายกเข่งทุกที การทุ่มเทให้งานเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่าลืมว่าชีวิตเล็กๆที่รอเราอยู่ที่บ้านก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้น อย่ารับงานมาจนเป็นภาระตัวเองเกินไป รู้จักปฏิเสธอย่างนุ่มนวลบ้างนะคะ

5. ถังขยะความคิด
ช่วงเวลาก่อนนอน เป็นช่วงที่คุณควรพิจารณาว่าวันนี้มีอะไรเข้ามาในชีวิตบ้าง ทั้งเรื่องดี และ ไม่ดี แม้จะเป็นคำตำหนิเรื่องงาน แต่ถ้าคุณวางใจเป็นกลาง และนำคำตำหนินั้นมาปรับปรุงแก้ไขงานให้ดีขึ้นได้ ก็ควรที่จะเลือกเก็บไว้ แต่ถ้าเป็นคำประเภทติฉินนินทา พาใจห่อเหี่ยว แนะนำว่าให้เตะความคิดทางลบนั้นไว้ในถังขยะทันที เก็บพื้นที่หัวใจส่วนที่ยังว่างเอาไว้เตรียมงานสำคัญ ๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับลูกในวันพรุ่งนี้ซะยังจะดีกว่า

จาก 5 ตัวช่วยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็คงจะทำให้คุณแม่เห็นแล้วนะคะ ว่าการจัดระเบียบชีวิตนั้นไม่ยากเลย เท่านี้เราก็บริหารเวลาได้มากขึ้น แถมมีเวลาเล่นกับลูกได้มากขึ้นด้วยล่ะ เย้!

ถึงตาย! เตือนภัยกินไข่แมงดาทะเลสุดเสี่ยง ต้ม ทอด ปิ้ง ย่าง ทำลายพิษไม่ได้

 

 

เตือนภัยกินไข่แมงดาทะเล ทั้งเมนูเผาหรือยำ ในช่วงหน้าร้อนนี้ เสี่ยงอันตรายจากพิษของไข่แมงดา โดยเฉพาะไข่แมงดาถ้วย ซึ่งจะมีความเป็นพิษสูงในช่วง ก.พ.-มิ.ย. พิษรุนแรงเหมือนพิษปลาปักเป้า ความร้อนทั้งจากการต้ม ทอด ปิ้ง ย่าง ทำลายพิษไม่ได้ ในปีนี้พบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากกินไข่แมงดาทะเล 17 ราย เสียชีวิต 1 ราย ที่จังหวัดตราด ชี้อาการของผู้ป่วยที่พบคือชาที่ปาก ลิ้น แขน ขา และลำตัว พูดไม่ชัด อาเจียน เวียนศีรษะจึงย้ำเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการรับประทานไข่แมงดาในช่วงนี้มากเป็นพิเศษ

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์-12 มีนาคม 2557 ได้รับรายงานจากสำนักระบาดวิทยา พบเหตุการณ์อาหารเป็นพิษจากรับประทานไข่แมงดาทะเลเผาและยำ ในจังหวัดตราด 5 เหตุการณ์ ผู้ป่วยรวม 17 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยผู้ป่วยที่ได้รับรายงานอยู่ใน4 อำเภอ ได้แก่ อ.คลองใหญ่ 3 ราย อ.เมือง 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย อ.เขาสมิง 1 ราย และ อ.แหลมงอบ 8 ราย อาการของผู้ป่วยที่พบคือชาที่ปาก ลิ้น แขน ขา และลำตัว พูดไม่ชัด อาเจียน เวียนศีรษะ

แมงดาทะเลมีอยู่ 2 ชนิดคือ แมงดาจานหรือแมงดาทะเลหางเหลี่ยม มีขนาดใหญ่ อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดินทราย และแมงดาถ้วย ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ แมงดาทะเลหางกลม หรือ เห-รา หรือแมงดาไฟ ตัวมีขนาดเล็กกว่าแมงดาจาน และตัวมีสีส้มหรือน้ำตาลเข้ม อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและตามคลองในป่าชายเลน ลักษณะแตกต่างของแมงดา 2 ชนิดนี้ สังเกตได้ที่หาง โดยแมงดาจานจะมีหางเหลี่ยม ส่วนแมงดาถ้วยมีหางกลม แมงดาที่ไม่มีพิษ และรับประทานได้ คือ แมงดาจาน ส่วนแมงดาที่มีพิษรับประทานไม่ได้ คือ แมงดาถ้วย ซึ่งโดยตัวของมันเองไม่สร้างพิษ แต่สารพิษเกิดมาจาก 2 สาเหตุ คือ 1.แมงดาถ้วยไปกินตัวแพลงก์ตอนที่มีพิษ หรือกินหอย/หนอนที่กินแพลงก์ตอนที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษไปสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วย 2.เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ของแมงดาถ้วยสร้างพิษขึ้นมาได้เอง จึงขอย้ำเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการรับประทานไข่แมงดาในช่วงนี้

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายนทุกปี จะมีการเจริญแพร่พันธุ์ของแพลงก์ตอนที่สร้างสารพิษจำนวนมาก แมลงดาถ้วยจะกินแพลงก์ตอนนี้ และพิษจะไปสะสมที่ไข่ เมื่อคนกินไข่แมงดาจะทำให้ได้รับพิษจำนวนมาก เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงและรวดเร็วภายใน 10-45 นาทีหลังรับประทานเข้าไป โดยจะชารอบปากและลิ้น บางรายอาจมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียน ชาตามปลายนิ้วมือและเท้า และมีอ่อนแรงของปลายมือและเท้า กลืนลำบาก หนังตาตก หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้

สารพิษที่พบในไข่ของแมงดาถ้วย คือ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) และเซซิท็อกซิน (Sasitoxin) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า สารพิษนี้ทนทานความร้อนสูงมาก การต้ม ทอด ย่าง หรือปิ้งไม่สามารถทำลายพิษได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรกินไข่แมงดาทะเลในช่วงเวลานี้ เนื่องจากอาจมีไข่แมงดาถ้วยที่มีพิษอันตรายปะปนอยู่กับไข่แมงดาจานที่กินได้ ซึ่งไข่มีลักษณะเหมือนกัน จึงมีโอกาสเสี่ยงได้รับพิษจากแมงดาทะเลที่มีพิษโดยไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานไข่แมงดาทะเล หากพบว่าหลังจากรับประทานอาการชาที่ปาก ลิ้น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด และแจ้งแพทย์ว่ารับประทานไข่แมงดาทะเล เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัย และรักษาได้อย่างทันท่วงที เช่นการล้างท้อง และอาจใช้เครื่องช่วยหายใจประคับประคองอาการ ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษจากแมงดาทะเลโดยเฉพาะ ประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

ไล่ล่าข้ามอำเภอ โจ๋เก๋งดำ ยิงตร.-ชาวบ้านเจ็บ5 ฉะเชิงเทราสุดระทึก! ดวลปืนสู้สนั่นเมือง สิ้นฤทธิ์ในสภาพน่วม พรรคพวกหนีไปได้2

 

 

ไล่ล่าระทึกโจ๋ซิ่งเก๋งนิสสันหนี หลัง ตร.เข้าตรวจสอบพบป้ายทะเบียนหน้า-หลังไม่ตรงกัน ก่อนเปิดฉากยิงใส่ตำรวจบางปะกง ดวลปืนเสียงดังสนั่น ชาวบ้านโดนลูกหลงเจ็บ 3 คน ตำรวจเจ็บ 2 นาย เก๋งคนร้ายถูกยิงยางแตก เปิดประตูวิ่งเข้าป่า โทร.เรียกเพื่อนมารับ ก่อนยิงเปิดทาง อาศัยช่วงชุลมุนขึ้นเก๋งเพื่อนหลบหนี ตร.ไล่ตามกระชั้นชิด ยิงสกัดยางจนเสียหลักลงข้างทาง คนร้ายเปิดประตูวิ่งเข้าป่า ส่วนคนขับเก๋งเพื่อนคนร้ายหนีไม่ทัน ถูกจับจนมุม

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 เม.ย. ร.ต.อ.อนันต์ เฉลิมรัตนากร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งพบรถต้องสงสัยจอดอยู่ในลานจอดรถของห้างโลตัส สาขาบางวัว ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งนิสสันอัลเมร่า สีดำ พบว่าแผ่นป้ายทะเบียนทั้งหน้าและหลังไม่ตรงกัน โดยหมายเลขทะเบียนด้านหน้า ชจ 805 กทม. ส่วนทะเบียนหลัง ขจ 805 กทม. ระหว่างนั้นชายในรถเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขับหลบหนีแหกวงล้อมออกไป เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด จากนั้นคนร้ายได้เปิดฉากใช้อาวุธปืนขนาด 9 ม.ม.ยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเปิดทางหนี จึงเกิดการไล่ยิงตอบโต้กัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามยิงใส่ล้อรถคนร้ายหลายนัด จนยางรถแตกแต่คนร้ายก็ยังพยายามขับหลบหนีไปกระทั่งรถไม่สามารถขับต่อไปได้

จากนั้นคนร้ายจึงเปิดประตูรถวิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงยิงใส่คนร้ายไปอีกครั้ง และ ถูกยิงสวนกลับมาจนต้องหาที่หลบกันจ้าละหวั่น หลังจากนั้นคนร้ายได้วิ่งหนีเข้าไปในป่าข้างทาง ระหว่างนั้นได้มีรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ ทะเบียน กร 8474 ชลบุรี ขับมาจอดเพื่อรอรับคนร้าย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกชุดหนึ่งจอดอยู่ใกล้ๆ เมื่อคนร้ายเห็นรถเก๋งวีออสของเพื่อนที่มารอรับ จึงยิงปืนใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วอาศัยจังหวะชุลมุนขึ้นรถเก๋งวีออสหลบหนีไป อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามไปจนกระทั่งไปถึงบริเวณป้ายรถประจำทางหน้าสภ.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ล้อรถของคนร้าย จนเสียหลักตกลงข้างทาง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวิ่งกรูเข้าไปเพื่อจับกุม ระหว่างนั้นก็เห็นคนร้าย 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 1 คน วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าข้างทาง ส่วนคนร้ายอีกคนซึ่งเป็นคนขับรถเก๋งวีออส หลบหนีไม่ทัน จึงถูกจับกุมตัวไว้ได้ทราบชื่อคือนายชาติพิสุทธิ์ แก้วพิลึก อายุ 28 ปี อาศัยอยู่ในต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงควบคุมตัวไว้ ส่วนในรถเก๋งวีออสพบกระเป๋าสะพายแบบผู้หญิงตกอยู่ 1 ใบ โดยมีคราบเลือดติดอยู่ คาดว่าคนร้ายน่าจะถูกยิงได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงประสานกำลังเข้าปิดล้อมป่าดังกล่าวเพื่อจับกุมตัวคนร้ายที่เหลือต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างเหตุยิงปะทะกันส่งผลให้ร.ต.อ.อุกฤษฏ์ วินิชสกุลไทย ตำรวจ สภ.บางปะกง ถูกยิงเข้าที่ต้นขาซ้าย 1 นัด และด.ต.พิเชษฐ สุขสุกรี ถูกยิงเข้าที่บริเวณชายโครงด้านขวา แต่กระสุนแค่ถาก นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่ถูกยิงด้วยกันอีก 3 ราย ประกอบด้วยนายอนุวัฒน์ ศรีคล้าย ถูกยิงเข้าที่บริเวณซี่โครงด้านซ้าย, น.ส.ขวัญล้า หาญสุวรรณ ถูกยิงที่หัวไหล่ซ้าย และนายสมบัติ แสงทอง ถูกยิงที่ท้ายทอยทะลุ โหนกแก้ม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในอาการสาหัส เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทราได้นำตัวส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน