เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างชาญฉลาด

 

 

 

กลิ่นหอมและรสชาติของกาแฟนั้น สามารถดึงดูดให้เหล่าคอกาแฟมาลิ้มลองได้เสมอนะคะ การจิบกาแฟนั้นนอกจากจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และสดชื่นได้ตลอดทั้งวันแล้วถ้าดื่มมากเกินไปก็สามารถทำร้ายร่างกายของเราได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรามารู้จักวิธีการดื่มกาแฟแบบไม่ทำร้ายตัวเองกันดีกว่า

— แก้วเดียวก็เอาอยู่ กาแฟให้รสหอมหวานดึงดูดใจแค่ไหนก็เถอะ แต่การดื่มหรือกินอะไรก็ตาม การยึดหลักของความพอดีใช้ได้กับทุกเรื่องอยู่แล้ว ร่างกายแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่การดื่มกาแฟวันละแก้วน่าจะพอดีแล้วกับร่างกาย หรืออาจเพิ่มอีกแก้วในบางวันที่ต้องการความกระปรี้กระเปร่า แต่ถ้ามากกว่านี้แล้วละก็ บอกได้เลยว่ากาเฟอีนจะท่วมร่าง นอนไม่หลับเอาง่ายๆ
อย่าดื่มตอนท้องว่าง เพราะคาเฟอีน (รวมทั้งในชา) จะไปเร่งให้ท้องที่ว่างๆ นั้นหลั่งกรดออกมา ผลคือกรดจะเพิ่มขึ้นในกระเพาะเปล่าๆ ชวนให้ไม่สบายท้อง และจะเป็นโรคกระเพาะอาหารเอาได้ ทางที่ดีควรดื่มพร้อมอาหารอะไรบ้าง ไม่ว่าขนมปังหรือเค้กสักชิ้น จะได้ดูแลท้องไปด้วยไงล่ะ

— เลี่ยงการเข้าห้องน้ำบ่อย ด้วยการจิบน้ำเปล่าตามหลังกาแฟสักหน่อย จริงอยู่การเติมน้ำเข้าร่างกายทำให้เราต้องเข้าห้องน้ำแต่สังเกตกันบ้างหรือเปล่าว่ากลิ่นที่ออกมาจะเป็นกลิ่นกาแฟ้-กาแฟ นั่นเพราะกาเฟอีนมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ โดยไปลดการดูดกลับของโซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียมจากหน่วยไตที่ถูกขับออกมาพร้อมปัสสาวะ ทางที่ดีดื่มน้ำตามเสียหน่อยให้เจือจางอาจทำให้เบาบางลงได้

— ดื่มกลางวันดีกว่านะ เพราะหากเป็นมื้อค่ำที่ร่างกายเตรียมจะพักแล้วละก็ บอกได้เลยว่าคืนนี้นอนนับแกะหลายร้อยตัวแน่ การดื่มกาแฟจึงควรดื่มให้รู้สึกสดชื่นตอนเช้าหรือระหว่างวันจะดีกว่า จะดื่มรสชาติแบบไหนไม่มีใครว่าอยู่แล้ว

— แก้วนี้ต้องไม่อ้วน ใครดื่มกาแฟดำได้ยิ่งแจ๋ว เพราะไม่อ้วนแน่นอน แต่ถ้าติดหวานและกลัวอ้วน เติมน้ำตาลเล็กน้อย (หรือแบบน้ำตาลเทียม) ก็สามารถทำได้ ที่แน่ๆ เลี่ยงความหวานชนิดนมข้นหวาน ครีมต่างๆ รวมทั้งครีมเทียม กินแบบเบาๆ ใสๆ นี่ล่ะ เฮลตี้กว่าเยอะ

— กินแคลเซียมทดแทน เพราะกาเฟอีนอาจดึงแคลเซียมออกไปจากร่างกาย ทางที่ดีกินทดแทนสักหน่อยก็น่าจะปลอดภัยกว่า ไม่ว่าแคลเซียมจากนม เมนูปลา หรือผักจำพวกคะน้า บร็อกโคลี เป็นต้น จะได้ชดเชยสารอาหารที่เสียไป และอาหารจำพวกนี้ยังดีต่อสุขภาพ ด้วย

Posted in ข่าวทั่วไป

กลวิธีเติมความสดใสหลังตื่นนอน

 

 

หลายครั้งที่คุณคงเคยรู้สึกว่าอยากจะนอนต่ออีกสัก 5 นาที ทั้งๆ ที่นาฬิกาก็ปลุกตั้งหลายรอบแล้วใช่มั้ยล่ะค่ะ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมลุกจากเตียงจนได้เพราะติดภารกิจที่ต้องทำประจำวัน เราก็เลยหาวิธีที่จะช่วยเพิ่มความสดใสในยามเช้าให้กับคุณยังไงล่ะคะ กลวิธีเติมความสดใสหลังตื่นนอนก็มีดังต่อไปนี้ล่ะค่ะ

— เริ่มต้นยามเช้าด้วยการหาน้ำดื่มแก้วใหญ่สักแก้วมาดื่มให้ชื่นใจ การดื่มน้ำนั้นเป็นการเติมน้ำให้กับร่างกายหลังจากที่ร่างกายของคุณขาดน้ำมาตลอดทั้งคืน มันจะช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่งโล่งสบายมากขึ้นค่ะ

— สละเวลาสัก 5-10 นาที ในการยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายกระฉับกระเฉง มันก็คล้ายๆ กับการที่เราบิดขี้เกียจในตอนเช้านั้นแหละค่ะ แต่เป็นการทำให้จริงจังมากขึ้นโดยการเน้นยืดในส่วนที่เราต้องใช้บ่อยๆ ในการทำงาน เช่น หากงานของคุณทำให้คุณต้องเดินอยู่บ่อยๆ ก็ทำท่าที่ช่วยยืดส่วนน่อง และเอ็นร้อยหวาย แต่ถ้าคุณต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน คุณก็ควรเน้นการออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อบริเวณคอ หัวไหล่ แขน และฝ่ามือค่ะ

— การรับประทานอาหารในช่วงเช้านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน โดยคุณควรจะเน้นรับประทานอาหารจำพวกธัญพืช และโปรตีนบ้าง ส่วนอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตนั้นควรจะลดลงค่ะ

— หันมาดื่มน้ำขิงในยามเช้าแทนกาแฟจะดีกว่าค่ะ เพราะน้ำขิงจะช่วยการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วยเป็นยังไงกันบ้างคะ รู้สึกสดชื่นขึ้นมากันบ้างหรือเปล่าเอ่ย เมื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้วต่อให้งานหนักแค่ไหน ก็ไม่หวั่นจริงมั้ยล่ะจ๊ะ

Posted in ข่าวทั่วไป

ไม่อยากอารมณ์เสียอย่าแตะ

 

 

ถ้าคุณกำลังอารมณ์เสียขอเตือนให้อยู่ห่างจากเมนูต่อไปนี้เข้าไว้ ไม่อย่างนั้นอาการนางมารขี้วีนจะออกฤทธิ์ทันที

ของหวานๆ น้ำตาลจะทำให้ระบบเผาผลาญของเราทำงานอย่างรวดเร็วและเมื่อร่างกายเผาผลาญน้ำตาลหมดแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะตกลง ทีนี้คุณก็จะยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่านตาขวางใส่ชาวโลกขึ้นกว่าเดิม
เครื่องดองของเมา เคยได้ยินคำว่าเมาอาละวาดกันหรือเปล่า เพราะเวลาเมาสติสัมปชัญญะของคนสวยอย่างเราจะทำงานได้ไม่เต็มที่ และอะไรที่เก็บกดไว้ในใจก็จะพรั่งพรูออกมา ที่แย่กว่านั้นก็คือหลังจากสร่างเมากระบวนการความคิดของเราจะวนเวียนอยู่กับเรื่องเศร้าทั้งหลายทั้งปวง จนเกิดอาการซึมเศร้าตามมา คนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำถึงได้อารมณ์เสียง่ายก็เพราะเหตุนี้เอง
กาแฟ กาแฟมีคาเฟอีนที่ทำให้หัวใจเต้นแรง เลือดลมสูบฉีด และอารมณ์พลุ่งพล่านได้ง่าย ถ้าอารมณ์เสียอยู่แล้วเจอเข้าไปคงไม่ต้องบอกนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อมีอาหารที่ซ้ำเติมอารมณ์เสียๆ แล้วก็ต้องมีอาหารที่ช่วยเพิ่มความสดใสช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเป็นธรรมดา เวลารู้สึกแย่อย่ารอช้า รีบไปหาของอร่อยต่อไปนี้มาบำบัดทุกข์บำรุงสุขตัวเองโดยพลัน
ช็อกโกแลต 1 แท่งกับน้ำอุ่นหนึ่งอ่าง ในช็อกโกแลตมีสารที่จะปรับอารมณ์คุณให้แจ่มใสขึ้น ส่วนการนอนแช่ตัวในน้ำอุ่นๆ ก็จะทำให้ผ่อนคลายหายทุกข์ไปได้เปลาะหนึ่ง

ข้าวโพดคั่ว ยิ่งถ้ากินก่อนนอนสักครึ่งชั่วโมงจะดีมาก เพราะสารอาหารจากข้าวโพดจะกระตุ้นประสาทให้หลั่งเซโรโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่คล้ายๆ ยากล่อมประสาท จะช่วยให้คุณหลับสบายหายเครียด

ไก่ย่างราดน้ำซอส เป็นเมนูอาหารกลางวันที่ผู้หญิงทำงานควรทานเป็นประจำ การได้รับโปรตีนประมาณ 4-5 ออน จะช่วยให้สมองหลั่งเซโรโทนิน ลดความตื่นกลัวและคลายกังวลลงได้เพียบ

สับปะรด และผลไม้ที่มีสีสันทั้งหลาย ปกติสมองของเราจะต้องการออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ยิ่งได้มากความจำก็ยิ่งดี แต่ถ้าร่างกายมีสารอนุมูลอิสระสูง ออกซิเจนก็จะถูกทำลายไป ทำให้มึนตึ้บ จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ผลไม้หลายสีมีสารต้านอนุมูลอิสระ กินเยอะสารพิษก็ถูกกวาดออกไปแยะ ออกซิเจนจะได้กลับมาหล่อเลี้ยงสมองได้เหมือนเดิม

Posted in ข่าวทั่วไป

สิ่งที่ควรทำเป็นนิสัยสำหรับคนสายตาสั้น

 

 

สายตาสั้นเป็นปัญหาเกี่ยวกับสายตาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมสร้างปัญหาให้กับเจ้าของสายตาไม่น้อย ไม่ว่าจะปัญหาการมองไม่ชัด จะต้องใส่แว่นหนาๆ บางครั้งก็ดูไม่เท่ไม่สวย จนอาจทำให้บางคนถึงกับนอยด์ก็มี วันนี้เราจึงมีวิธีการบำบัดอาการสายตาสั้นมาฝากกันค่ะ

นิตยสารด้านสุขภาพของอเมริกานำเสนอวิธีช่วยบำบัดอาการสายตาสั้นให้ดีขึ้น โดนยืนยันว่า หากคุณได้ลองนำไปปฏิบัติทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จะรู้สึกเลยว่าสายตาของคุณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนี่ก็คือหัวข้อแรกที่ว่าด้วยเรื่องการปรับเปลี่ยนนิสัย เพื่อจะช่วยให้สายตาของคุณดีขึ้น

1. สวมแว่นสายตาเมื่อจำเป็นเท่านั้น พยายามอย่าสวมแว่นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตา และระบบประสาทรอบดวงตาของคุณรู้สึกผ่อนคลาย

2. วิธีอ่านหนังสืออย่างถูกต้อง คือต้องถอดแว่นออกทุกครั้ง แล้วพยายามอ่านหนังสือโดยที่ให้ตาทั้งสองข้างอยู่ห่างจากหนังสือมากที่สุด แต่ต้องเป็นระยะที่สามารถอ่านหนังสือได้อย่างชัดเจน หากทำจนเป็นนิสัยแล้วจะรู้สึกว่าคุณจะค่อยๆ สามารถอ่านหนังสือได้ห่างมากขึ้นไปเรื่อยๆ

สำหรับคนที่สายตาสั้นไม่เท่ากัน ระยะห่างที่ชัดเจนของตาแต่ละข้างนั้นค่อนข้างจะต่างกัน ดังนั้นเวลาอ่านหนังสือให้ใช้มือข้างใดก็ได้ปิดตาไว้ข้างหนึ่งแล้วค่อยๆ อ่านด้วยตาทีล ะข้างสลับกันไป แต่ถ้าสายตาต่างกันเพียงนิดเดียว อ่านพร้อมกันทั้งสองข้างเลยก็ได้

3. กะพริบตาให้บ่อยประมาณ 1 ครั้ง ต่อ 10 วินาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อตารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

Posted in ข่าวทั่วไป

วิธีการเลือกซื้อไก่สด

 

 

ไก่เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ผู้คนนิยมซื้อหามารับประทานกันนะคะเพราะอร่อยแถมยังราคาไม่แพงอีกด้วย และการเลือกซื้อไก่สดนั้นนอกจากจะต้องพิจารณากันที่ความสดแล้วยังต้องดูด้วยว่าเป็นไก่แก่หรือไก่อ่อน เพราะไก่แก่นั้นหนังจะเหนียวทำให้อาหารไม่อร่อยเท่าที่ควรค่ะ

ไก่อ่อน ก็จะตรงกันข้ามกับไก่แก่ คือ ปลายเล็บจะแหลม หนังใต้เท้าบางและนุ่ม เดือยยังไม่ยาวมากค่ะ

ไก่แก่ ปลายเล็บจะมน หนังใต้เท้าจะหนาและแข็ง เดือยยาวและในปัจจุบันจะมีไก่แยกขายเป็นส่วนๆ เพราะสะดวกต่อการปรุงอาหาร ส่วนจะซื้อส่วนไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชอบและลักษณะของการปรุงอาหาร วิธีการเลือกมีดังนี้ค่ะ

— น่องไก่ เหมาะสำหรับการย่างหรือตุ๋น ในการเลือกซื้อควรหลีกเลี่ยงน่องที่มีสีซีด และมีน้ำสีแดงไหลซึมออกมา เพราะนั่นแสดงว่าน่องไก่ไม่สดค่ะ

— ปีกไก่ เหมาะกับการย่าง ต้มตุ๋น คุณควรเลือกซื้อปีกไก่ที่มีลักษณะบางใส เมื่อจับดูไม่มีเมือก

— อกไก่ หรือสันในไก่ เนื้อส่วนนี้จะค่อนข้างนุ่ม เนื้อติดมันน้อย เหมาะกับการผัดหรือทอด ควรเลือกซื้อเนื้อที่มีสีชมพูอ่อนใส

— โครงไก่ ใช้ทำน้ำซุป หรือทำเป็นน้ำแกงจืด
สำหรับใครที่ต้องการปรุงอาหารให้ไก่นุ่มพิเศษ อาจใช้วิธีหมักไก่กับน้ำมะนาวไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วจึงนำไปปรุงอาหาร หรือใครที่หลวมตัวซื้อไก่แก่มาก็สามารถใช้วิธีเดียวกันได้ แต่ต้องหมักให้นานขึ้นประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อลดความเหนียวของไก่ค่ะ

Posted in ข่าวทั่วไป

เสน่ห์ร้าย Medusa อย่าจ้องตาของเธอ

 

 

แม้ว่าดวงตาจะเป็นเสน่ห์ของหญิงสาวที่จะใช้ดึงดูดใจชายหนุ่ม แต่เราเตือนคุณแล้วนะคะว่าอย่าได้เผลอจ้องตามอง ‘เมดูซ่า’ เด็ดขาด ถ้าอยากรู้ว่าทำไม ตามมาเลยค่ะเราจะเล่าให้ฟัง

ในตำนานของกรีกนั้น ‘เมดูซ่า’ (Medusa) เป็นผู้หญิงที่มีผมเป็นงู และเมื่อมีคนมองมาที่ใบหน้าหรือจ้องตาของเธอคนผู้นั้นจะกลายเป็นหิน ที่จริงแล้วก่อนที่เมดูซ่าจะมีความร้ายกาจดังที่เป็นที่เล่าขานกันมานั้น เมดูซ่านั้นเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาสวยงามมาก

เมดูซ่าเป็นลูกสาวของเทพแห่งท้องทะเลฟอซิสและนางซีโต นางถือเป็นหลานของเทพีไกอาและเทพพอนทัส มีพี่น้องคือ สเธโน ยูริอาลี และกราเอีย เรื่องเริ่มขึ้นจากเพอร์ซิอุสวีรบุรุษอีกผู้หนึ่งของชาวกรีก เพอร์ซิอุสได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ใจร้ายที่พยายามหาทางกำจัดเขาเพื่อจะได้แต่งงานกับมารดาของเขา โดยให้ไปสังหารเมดูซ่าซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องของสามพี่น้องตระกูลกอร์กอน เล่ากันว่าครั้งหนึ่งเมดูซ่าเคยเป็นสาวงาม แต่เพราะโดนโพไซดอน เทพแห่งท้องทะเลขืนใจในวิหารของเทพีอธีนา เทพีอธีนาจึงกล่าวหาว่าเมดูซ่าลบหลู่นาง ดังนั้นนางจึงโดนสาปให้กลายเป็นหญิงอัปลักษณ์ มีผมเป็นงู และมีดวงตาเป็นอำนาจลึกลับ หากผู้ใดจ้องมองจะกลายเป็นหินทันที เชื่อกันว่าบรรดารูปปั้นหินชายและหญิงจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาดตามแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นส่วนหนึ่งของผู้โชคร้ายที่มาพบเห็นเมดูซ่านั่นเอง

ในบรรดาสามพี่น้องตระกูลกอร์กอนนี้ มีเพียงเมดูซ่าเท่านั้นที่ไม่เป็นอมตะ คือถูกฆ่าตายได้ แต่นับเป็นเรื่องที่ยากที่จะมีใครทำได้โดยไม่กลายเป็นหินเสียก่อน ทั้งสามอาศัยอยู่ในถ้ำลึกบนเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกล ถ้ำนี้ล้อมรอบไปด้วยหินจำนวนมากที่ครั้งหนึ่งนั้นเคยเป็นมนุษย์และสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจ เมื่อเพอร์ซิอุสได้รับคำสั่งให้ไปกำจัดเมดูซ่า เขาจำเป็นต้องหาที่อยู่ของนางเสียก่อน เพอร์ซิอุสจึงไปถามจากหญิงชราสามคนที่มีตาเพียงดวงเดียว ดวงตานี้มีอำนาจมองเห็นไกลทั่วโลก ในขณะที่หญิงชราทั้งสามถกเถียงกันเพื่อจะแย่งดวงตานี้มาใช้ แต่เพอร์ซิอุสก็แอบขโมยดวงตาไปทำให้ทั้งสามมองไม่เห็น หญิงชราทั้งสามจึงจำเป็นต้องบอกที่อยู่ของเมดูซ่าให้แก่เพอร์ซิอุสเพื่อแลกกับการดำรงชีวิตของพวกตน

จากนั้นเพอร์ซิอุสจึงเดินทางไปยังที่อยู่ของเมดูซ่า ซึ่งเขามีเทพเฮอร์เมสและเทพอธีนาคอยให้ความช่วยเหลือ โดยมอบดาบวิเศษพร้อมโล่เอจีส หมวกล่องหน รองเท้าติดปีก และย่ามวิเศษ ให้เขานำติดตัวไปด้วย คืนหนึ่งในขณะที่เมดูซ่ากำลังหลับสนิท เพอร์ซิอุสแอบเข้าไปในถ้ำ เขาใช้โล่ที่ขัดเป็นเงาราวกระจกส่องดูเงาสะท้อนของเมดูซ่าเพื่อหลีกเลี่ยงการมองของนางโดยตรง จากนั้นเขารีบใช้ดาบวิเศษตัดศีรษะของนางแล้วโยนใส่ลงในย่ามวิเศษ

ทันทีที่หยดเลือดหลั่งรินออกมาจากบาดแผลของเมดูซ่า เพกาซัส ม้ามีปีกสีขาวก็ถือกำเนิดขึ้นมา สองพี่น้องของเมดูซ่าซึ่งเป็นอมตะ พยายามจะทำร้ายเพอร์ซิอุส แต่เขาใช้หมวกล่องหนและรองเท้าติดปีกช่วยให้ตนเองหลบหลีกออกไปได้ เมื่อเพอร์ซิอุสกลับไปถึงเมืองของกษัตริย์ใจร้ายที่เป็นผู้มอบหมายให้ไปกำจัดเมดูซ่า เขามอบศีรษะของเมดูซ่าให้แก่กษัตริย์พระองค์นั้น ซึ่งทำให้พระองค์กลายเป็นหินไปในทันทีที่ทอดพระเนตร

ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่าเส้นผมที่เป็นงูของเมดูซ่านี้สามารถป้องกันการปองร้ายของเหล่าปีศาจได้เป็นอย่างดี ในภายหลังเพอร์ซิอุสได้นำศีรษะของเมดูซ่าถวายแด่เทพีอธีนาผู้ช่วยเหลือเขามาตั้งแต่แรก เทพีอธีนานำเพกาซัสไปยังยอดเขาโอลิมปัสซึ่งเป็นสถานที่พำนักของเหล่าเทพโอลิมเปียนและมอบให้อยู่ในการดูแลของเทพธิดามิวส์ทั้งเก้าองค์ซึ่งเป็นเหล่าเทพธิดาผู้ดลใจให้ความคิดสร้างสรรค์แก่นักศิลปะทั้งมวลนั่นเองค่ะ

แค่คิดก็แอบขนลุกเบาๆ แล้วค่ะ แค่จ้องมองก็ทำให้เป็นหินได้ ถ้าเจ้เป็นเมดูซ่าคงเซ็งแย่ เพราะเจ้คงอดส่งสายตาปิ๊งๆ ให้หนุ่มๆ แน่เลยอะค่ะ อิอิ

Posted in ข่าวทั่วไป

รักษาโรคแบบนี้ก็มีด้วย

 

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะสาวๆ ขา ว่าบนโลกใบโตของเรานี้นอกจากมีโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ ระบาดไปทั่วแล้วก็ยังมีวิธีรักษาโรคแบบแปลกๆ อยู่ด้วย จะแปลกแค่ไหนเราจะพาไปดูกันค่า พร้อมแล้วตามมาเลย!!

ไฟรักษาไข้ ไฟที่เรากำลังจะพูดถึงคือไฟร้อนๆ นี่แหละค่ะ ใครจะไปเชื่อคะว่าไฟร้อนๆ จะใช้รักษาโรคได้ ซึ่งการรักษาด้วยไฟนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลท้องถิ่นในมณฑล Zhejiang ประเทศจีน โดยแพทย์ผู้รักษานั้นจะจุดไฟบนผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่วางอยู่บนร่างกายของคนไข้ ซึ่งเค้าเชื่อกันค่ะว่าการรักษาด้วยไฟแบบนี้ช่วยป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดได้อย่างดีเลยล่ะค่า ว้าว! แค่เห็นภาพก็ร้อนแทนแล้วจ้า

ฝังในมูลสัตว์ อาจจะดูฟังอี๋ๆ ไปบ้าง แต่ขอบอกว่าเรื่องนี้มีอยู่จริงที่อินเดียค่ะ เชื่อกันว่าเป็นการรักษาโรคอัมพาต โดยจะนำเด็กไปฝังไว้ในมูลสัตว์เป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง และต้องทำในวันที่เกิดสุริยะคราสเท่านั้นนะนายจ๋า!

ปลิงดูดโรค ว้าว! ปลิงที่ว่านี้ก็คือปลิงตัวเป็นๆ นี่แหละค่ะ ซึ่งมีความเชื่อง่ายๆ ตรงๆ ว่าเมื่อเราเป็นไข้ หน้าและตัวเราจะแดง แสดงว่าเลือดในตัวนั้นไม่สมดุล ที่ตัวเราแดงนั้นเป็นเพราะมีเลือดมากเกินไป ต้องเอาเจ้าปลิงมาดูดๆๆ เลือดออกให้สมดุลค่ะ ไม่อยากจะคิดจริงๆ ว่าถ้าเจ้าปลิงนี่ดูดเลือดออกมามากเกินไปแล้วจะเอาเลือดคืนเข้าไปยังไงน้า??

พิษของผึ้ง อาวุธประจำตัวของสัตว์ตัวจิ๋วสุดอันตรายอย่างเหล็กในของผึ้งก็สามารถนำมารักษาโรคได้นะคะ ในมณฑล Shaanxi ทางตะวันตกของจีน เค้าใช้พิษจากเหล็กในของผึ้งรักษาโรคข้ออักเสบ (Arthritis) และโรคเยื่อจมูกอักเสบ (Rhinitis) แต่เจ๊ว่าถ้าคนไข้แพ้เหล็กในผึ้งคงจะรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้แน่ๆ เลยจ้า

กินกบเป็นๆ เหตุเกิดที่มณฑล Jiangxi ประเทศจีน เมื่อมีความเชื่อเรื่องการกินกบเป็นๆ ในการรักษาอาการปวดท้องและไอ โดยกบที่กินเข้าไปนั้นก็เป็นกบเป็นๆ เลยล่ะค่า แล้วแบบนี้กบทอดหรือผัดเผ็ดกบที่บ้านเรานิยมกินกันจะใช้รักษาโรคได้มั้ยน้า

เต่าเทอราพิน เต่าที่เชื่อว่าสามารถนำมาบำบัดรักษาโรคได้นี้คือเต่าเทอราพิน (Terrapin) โดยเชื่อกันว่า การสัมผัสของเต่าสามารถรักษาอาการโรคปวดข้อ หรืออาการปวดเมื่อยต่างๆ ได้ด้วย การรักษาดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองๆ หนึ่งห่างจากกรุงพนมเปญออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร โอ้โห! ช่างเป็นเต่าที่มหัศจรรย์จริงๆ เลยค่า

โคลนบำบัด ด้วยความเชื่อที่ว่าในโคลนนั้นมีแร่ธาตุปนอยู่มาก และล้วนแล้วแต่เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถบรรเทาอาการปวดจากโรคไขข้ออักเสบ และการบาดเจ็บสมองจากการกระแทกได้ด้วยค่ะ แต่เจ๊ว่าถ้าจะใช้โคลนรักษานี้ควรเป็นโคลนจากแหล่งที่สะอาดๆ หน่อยก็น่าจะปลอดภัยกว่านะคะสาวๆ

กรี๊ด!! เห็นวิธีรักษาแต่ละอันแล้วเพลียมากค่ะ แบบนี้เลือกไม่ถูกจริงๆ ว่าจะยอมรักษาแบบนี้ หรือยอมป่วยต่อไปดี เห็นแบบนี้แล้วเราก็ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีนะคะ เพราะยังไงๆ แล้วความไม่มีโรคก็คือลาภอันประเสริฐสุดแล้วจริงๆ ค่า!

Posted in ข่าวทั่วไป

วันแห่งความรัก ที่เก่าที่สุดในโลก

 

 

วาเลนไทน์อาจจะเป็นวันแห่งความรักที่ฮิตที่สุด แต่ถ้าพูดถึงวันแห่งความรักที่เกิดมาก่อนใครเพื่อน จนเรียกได้ว่าเก่าลายครามที่สุดในโลก ต้องยกให้ “วันทานาบาตะ” เป็นตัวจริงเสียงจริง

วันทานาบาตะ(ของญี่ปุ่น) นี้ ในประเทศจีนคือวันขึ้น 7 ค่ำเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ และเมื่อเอาไปเทียบกับบันทึกตำนานอักษรเก่าแก่ของจีนแล้ว ก็ได้คำตอบว่ามันเป็นวันแห่งความรักที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นโน่นเลย นับเวลาแล้วคนจีนรู้จัก “ทานาบาตะ” มามากกว่า 2,000 ปี ก่อนที่ฝรั่งจะมีวันวาเลนไทน์ถึง 300 ปีด้วยซ้ำไป

ตำนานวันขึ้น 7 ค่ำเดือน 7 เป็นเรื่องราวความรักที่พลัดพรากของหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า ว่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อนมีเด็กหนุ่มเลี้ยงวัวที่ยากจนคนหนึ่งต้องอาศัยบ้านพี่ชายกับพี่สะใภ้อยู่ ชีวิตของหนุ่มเลี้ยงวัวนี่จัดว่าตามสไตล์นิยายน้ำเน่าของแท้ เพราะมีแต่ความลำบากอดมื้อกินมื้อทุกวัน เนื่องจากพี่สะใภ้เป็นคนใจร้ายและเกลียดขี้หน้าน้องผัวเป็นที่สุด

วันหนึ่งพี่สะใภ้วางแผนจะกำจัดน้องผัว จึงให้วัวมา 9 ตัวแล้วสั่งว่าให้ออกจากบ้านไปเลี้ยงวัวจนกว่าจะมีวัวครบ 10 ตัวจึงกลับมาได้ เจอวิชามารเข้าเต็มๆ อย่างนี้เด็กเลี้ยงวัวก็ได้แต่อึ้งจึงไปยืนหมดอาลัยตายอยากอยู่ริมแม่น้ำ ทันใดนั้นเองก็มีชายแก่ผมขาวคนหนึ่งเข้ามาถามไถ่ พอรู้เรื่องชายแก่ก็บอกว่าบนเขามีวัวแก่ป่วยหนักอยู่ตัวหนึ่ง ถ้าเด็กหนุ่มไปรักษามันให้หายก็จะมีวัวครบ 10 ตัวตามที่พี่สะใภ้ต้องการ แล้วเขาก็จะกลับบ้านได้ เด็กเลี้ยงวัวได้ฟังแล้วก็รีบขึ้นเขาไปหาวัวตัวนั้น โดยไม่รู้เลยว่าที่จริงเจ้าวัวแก่ก็คือเทวดาองค์หนึ่งที่ทำผิดกฎสวรรค์จนถูกไล่ลงมาเป็นวัว แต่ตอนที่ตกลงมามันเกิดขาหักก็เลยนอนซมไปไหนไม่ได้ และชายแก่ที่เขาพบก็คือเจ้าวัวตัวนี้แปลงกายออกไปหาความช่วยเหลือนั่นเอง

หลังจากเด็กหนุ่มพาวัวกลับบ้านแล้วก็รักและดูแลวัวตัวนี้อย่างดี วันหนึ่งเขาเดินผ่านลำธารและได้เห็นเหล่าเทพธิดาทอผ้าลงมาเล่นน้ำกัน จะเป็นบุพเพสันนิวาสหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่ทำให้เจ้าหนุ่มเกิดหลงรักนางฟ้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ วัวแก่จึงแนะว่า “พรุ่งนี้เป็นวันที่ 7 เดือน 7 ธิดาของเทพเจ้าแห่งสวรรค์ทั้ง 7 องค์จะลงมาสรงน้ำในโลกมนุษย์อีก ท่านจงขโมยเสื้อผ้าของสาวทอผ้าไว้ เธอก็จะกลับไปสวรรค์ไม่ได้และจะยอมแต่งงานกับท่าน” หนุ่มเลี้ยงวัวรีบทำตามคำแนะนำ และได้สาวทอผ้ามาเป็นภรรยาสมใจ (ตอนนี้คล้ายๆ พระสุธนกับนางมโนราห์ของไทยเราเลยแฮะ) หลังจากแต่งงานกัน ทั้งสองก็มีลูกชายหญิงอย่างละคนและอยู่กันอย่างมีความสุข แต่เพราะการที่นางฟ้าลงไปแต่งงานกับมนุษย์เป็นเรื่องที่ผิดกฎสวรรค์ เมื่อ เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงทราบเรื่องเข้า ก็ส่ง เจ้าแม่หวังหมู่ (ชายาของเง็กเซียนฮ่องเต้) ลงมาจับตัวสาวทอผ้ากลับไป ทิ้งให้หนุ่มเลี้ยงวัวนอนหัวใจสลายอยู่บนโลกมนุษย์เพียงลำพัง เจ้าวัวแก่สงสารนายน้อยของมันมากจึงบอกเขาว่า หลังจากที่มันตายให้เขาเอาหนังของมันมาตัดเป็นรองเท้า รองเท้านี้จะช่วยให้เขาเหาะขึ้นไปหาสาวทอผ้าบนสวรรค์ได้ เมื่อเจ้าวัวตายลง เด็กหนุ่มก็ทำตามที่มันบอก และในที่สุดคู่รักที่พลัดพรากทั้งสองก็ได้พบกันอีกครั้ง

แต่อุปสรรคความรักยังคงตามมาขวางกั้นอยู่ดี เพราะขณะที่ทั้งสองกำลังเดินมาหากันนั้นเอง เจ้าแม่หวังหมู่ (ชายาของเง็กเซียนฮ่องเต้) ก็ชักปิ่นปักผมออกมาขีดลงไปบนท้องฟ้า กลายเป็นทางช้างเผือกขึ้นขวางหน้ากั้นทั้งคู่ไว้คนละฝั่ง ชายเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้าได้แต่ยืนร้องไห้มองหากันอยู่คนละฟากฟ้า จนนกสี่เชวี่ย (นกมงคลประเภทหนึ่งของจีน) เกิดสงสารจึงได้บินมาต่อกันจนกลายเป็นสะพานทอดระหว่างทางช้างเผือกให้ทั้งคู่เดินเข้ามาพบกันได้ เจ้าแม่หวังหมู่ จึงได้อนุญาตให้ทั้งสองมาพบกันได้ทุกๆ วันที่ 7 เดือน 7 ของแต่ละปี และชาวโลกก็ยึดเอาวันนี้เป็น “วันแห่งความรัก” เรื่อยมาตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว วันที่ 7 เดือน 7 เป็นวันที่สาวๆ ชาวจีนให้ความสำคัญมากที่สุด พอถึงวันนี้สาวๆ จะเอาผลไม้มาบวงสรวงเทวดาฟ้าดิน ขอให้ตนมีสติปัญญา มีฝีมือเย็บปักถักร้อยอันวิจิตร และให้ได้พบรักมีชีวิตสมรสที่สมบูรณ์พูนสุข

ชาวญี่ปุ่นเรียกวันที่ 7 เดือน 7 ว่า “วันทานาบาตะ” และจะฉลองโดยการเขียนกลอนไปติดไว้บนต้นไผ่ หรือไม่ก็ตัดกระดาษอธิษฐานเป็นรูปกิโมโน สำหรับเจ้าหญิงทอผ้ากับด้ายห้าสีสำหรับชายเลี้ยงวัวเอาไปแขวนบนต้นไผ่ด้วย

Tip : ในทางดาราศาสตร์ดาวชายเลี้ยงวัวคือดาวอัลแทร์ในกลุ่มดาวนกอินทรี ส่วนดาวของหญิงทอผ้าก็คือ ดาววีกาในกลุ่มดาวพิณ

Posted in ข่าวทั่วไป

มะเนะกิเนะโกะ น้องเหมียวนำโชค

 

 

ถ้าถามว่าสัตว์เลี้ยงที่คุณชอบมากที่สุดคืออะไร? น้องแมวเหมียวต้องเป็นอันดับต้นๆ ในคำตอบของสาวๆ แน่นอนเพราะเป็นสัตว์ที่ขี้อ้อนแถมยังน่ารักน่าเอ็นดู แต่มีเจ้าเหมียวอยู่ชนิดหนึ่งที่นอกจากจะน่ารักน่าเอ็นดูแบบสุดๆ แล้วยังนำโชคดีมาให้ด้วยอีกต่างหาก แมวที่เรากำลังพูดถึงนั่นคือ “มะเนะกิ เนะโกะ” หรือแมวกวัก เป็นรูปปั้นแมวตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่าจะนำโชค นำลาภ สำหรับร้านค้าก็จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านเช่นเดียวกับนางกวักของไทย หน้าตาของแมวมะเนะกิ เนะโกะ นี้คล้ายคลึงกับแมวพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ไม่มีหาง ที่เรียกว่า “เจแปนนิส บ๊อบเทล” (Japanese Bobtail)

ตำนานของมะเนะกิ เนะโกะ ก่อนที่เจ้าเหมียว “มะเนะกิ เนะโกะ” จะมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างในทุกวันนี้ ที่ญี่ปุ่นมีตำนานกล่าวขานถึงที่มาที่ไปของเจ้าเหมียวตัวนี้เอาไว้มากมาย บ้างก็ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อ 400 ปีก่อนแต่ตามหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกสุดที่กล่าวถึงเจ้าเหมียวนำโชคตัวนี้ เพิ่งจะปรากฏให้เห็นในช่วงสมัยเมจิ ราวทศวรรษที่ 1870 แต่ที่เราคุ้นหูกันดีจะมีอยู่สองเรื่องคือ

ตำนานเรื่องแรกคือ เรื่องที่เล่ากันว่าเกิดขึ้นในยุคเอโดะ มีหญิงชราคนหนึ่งยากจนมาก แต่นางมีแมวเลี้ยงอยู่ตัวหนึ่งและรักแมวมาก จนในที่สุดก็ไม่สามารถเลี้ยงไหวจึงนำไปปล่อย คืนนั้นเองนางก็นอนเสียใจร้องไห้ทั้งคืน กระทั่งฝันว่าแมวมาบอกกับนางว่าให้ปั้นรูปแมวจากดินเหนียวแล้วนางจะโชคดี เช้าวันรุ่งขึ้นหญิงชราจึงตื่นขึ้นมาปั้นแมวจากดินเหนียวไม่ทันไรก็มีคนแปลกหน้าเดินผ่านหน้าบ้านขอซื้อตุ๊กตาแมวตัวนั้นจากนางไป จากนั้นนางก็เพียรปั้นแมวขึ้นมาอีกตัวแล้วตัวเล่า ตุ๊กตาแมวจากการปั้นของนางก็ถูกคนมาขอซื้อไปตลอดเวลา นางจึงเริ่มมีเงินทองจากการขายตุ๊กตาแมว และสามารถนำแมวเลี้ยงสุดที่รักของนางกลับมาเลี้ยงได้อีกครั้งหนึ่ง

ส่วนตำนานอีกเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีขุนนางผู้มั่งคั่งร่ำรวยได้เดินเข้าไปหลบพายุฝนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในวัดโกโกคูจิ แล้วจู่ๆ ก็มีแมวของพระรูปหนึ่งในวัดมากวักมือเรียกเขาออกไป ทันใดนั้นฟ้าก็ผ่าลงมายังต้นไม้ทำให้ขุนนางรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ ขุนนางจึงขอบอกขอบใจเจ้าเหมียวเป็นอย่างยิ่ง แล้วต่อมาก็ได้เป็นเพื่อนกับพระรูปที่เป็นเจ้าของแมว และทำนุบำรุงบริจาคเงินให้แก่วัดนั้นอย่างมากมาย จากวัดจนๆ ที่พระต้องอดอยาก กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อแมวตัวนั้นเสียชีวิตก็มีการสร้างอนุสรณ์ให้แก่มันด้วย

ตั้งแต่นั้นมาคนญี่ปุ่นก็เลยเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์นำโชค จึงมีการปั้นและวางแมวกวักไว้ตามที่ต่างๆ นับแต่นั้นมา และในปัจจุบันสถานที่ต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ตาม สามารถพบเห็นมะเนะกิ เนะโกะอยู่ทั่วไป มีหลากหลายขนาดและสีสัน บางส่วนก็ทำกลไกให้มือซ้ายสามารถขยับในลักษณะกวักเข้าหาตัวได้ด้วย ในขณะที่มืออีกข้างนึงก็ถือเหรียญไว้ เพราะมีความเชื่อว่าถ้าแมวที่เลี้ยงไว้ยกขาหน้าขึ้นเสมอหูข้างซ้ายแล้วจะมีคนมาหา ถ้าเป็นร้านค้าก็จะมีลูกค้าเข้าร้าน
ท่ากวักมือของเจ้าเหมียว

ท่ากวักมือของมิเนะกิ เนะโกะ ตามความเชื่อของชาวอาทิตย์อุทัย ให้ความหมายว่า “เชิญเข้ามา..ยินดีต้อนรับ” ดังนั้นพ่อค้าแม่ขายจึงนิยมนำเจ้าเหมียวไปตั้งไว้หน้าร้านเพื่อเป็นตัวนำโชคและเรียกลูกค้าให้เข้ามาในร้านกันเยอะๆ โดยแมวที่กวักซ้ายหมายถึงเรียกคนเข้าร้าน ถ้ากวักมือขวาเป็นการเรียกเงินทองและความโชคดีเข้าบ้าน และยังเชื่อกันว่าหากเจ้าเหมียวมะเนะกิ เนะโกะยิ่งกวักมือสูงมากเท่าไหร่ยิ่งโชคดีมากเท่านั้น

ความหมายตามสีของน้องเหมียว ตามความเชื่อของชาวอาทิตย์อุทัยนั้น แมวกวักแต่ละสีก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปอีก ได้แก่ แมวกวักสีฟ้า, ขาว เชื่อว่าจะกวักเรียกความสุขมาให้, แมวกวักสีม่วง เชื่อว่าทำให้เจ้าของแมวมีสุขภาพดี, แมวกวักสีเทานั้นเชื่อกันว่าจะทำให้โชคดีๆ เฮงๆ, แมวกวักสีเหลืองจะเป็นเรื่องของเงินทอง โชคลาภ, แมวกวักสีแดง เชื่อว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต, แมวกวักสีดำ เชื่อว่าจะคอยป้องกันอันตรายได้, แมวกวักสีเขียวจะช่วยให้สมปรารถนาและโชคดีเรื่องเรียน และแมวกวักสีชมพู เชื่อว่าจะโชคดีเรื่องความรัก นอกจากนี้ยังมีที่สุดของแมวกวักคือแมวสามสีกวักมือซ้าย ที่เชื่อว่าจะทำให้โชคดีที่สุด

ธรรมดาน้องแมวก็เป็นสัตว์ที่น่ารักน่าเอ็นดูอยู่แล้ว ยิ่งมีตำนานที่มีเรื่องเกี่ยวกับความโชคดีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เจ้าแมวเหมียวมิเนะกิ เนะโกะ เลยยิ่งเป็นที่รักของใครหลายๆ คนเข้าไปใหญ่ ว่าแล้วก็ไปหาแมวกวักสีชมพูมาไว้สักตัวดีกว่า โลกจะได้เป็นสีชมพูกับเขาสักที เมี้ยวววว!!!

Posted in ข่าวทั่วไป

ผีกะ บริวารที่มองไม่เห็นในความเชื่อของคนไทย

 

 

คนไทยกับผีเป็นเพื่อนซี้ที่อยู่คู่กันมายาวนานแล้ว และไม่ใช่ว่าฝ่ายคนจะต้องวิ่งหน้าตั้งหนีผีเสมอไป ในบางท้องถิ่นผีก็เป็นฝ่ายถูกคนจับมาเลี้ยงไว้ใช้งานได้เหมือนกัน

ผีกะเป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ชื่อของยายผีตัวนี้มาจากมารยาทบนโต๊ะอาหาร เพราะนางใช้ช้อนส้อมดินเนอร์หรูมีระดับไม่เป็น แต่จะใช้มือขย้ำอาหารยัดใส่ปากอย่างตะกละตะกราม ก็เลยเรียกกันสั้นๆ ว่า “ผีกะ” มีลักษณะคล้ายผีปอบคือชอบเข้าสิงคนและชอบกินของสดของคาว ทางเหนือเชื่อกันว่าผีกะไม่จำเป็นต้องเป็นวิญญาณเสมอไป บางทีคนเป็นๆ ก็เป็นผีกะได้ ถ้าเผลอไปหลับนอนกับผู้หญิงที่เป็นผีกะ หรือกินข้าวร่วมกับคนที่เป็นผีกะครบเจ็ดไห คนที่เลี้ยงผีจะต้องเซ่นสังเวยด้วยเนื้อสัตว์ดิบๆ ทุกวันที่กำหนดถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากผีกะได้ แต่ถ้าเลี้ยงไม่ดีปล่อยให้ผีกะอดๆ อยากๆ มันจะเข้าสิงคนเลี้ยงทำให้กลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี ต้องออกไปจับคนมาแหวะท้องกินตับไตไส้พุงในตอนกลางคืน คล้ายๆ นางผีกระสือของภาคกลาง

ผีกะมีหลายชนิด ชนิดที่เรียกว่าผีกะพระ-นาง เป็นผีที่นักแสดงทางเหนือนิยมเลี้ยงกันมากที่สุด เพราะเชื่อกันว่าต่อให้เจ้าของหน้าตาอะเฟรดชนิดหมอศัลยกรรมยังต้องคืนเงิน แต่ถ้าเลี้ยงผีกะไว้ในตอนกลางคืนมันจะออกมาเลียหน้าทำให้คนเลี้ยงสวยหล่อหยาดฟ้ามาดินเลยทีเดียว และยิ่งดึกเท่าไรก็ยิ่งสวยมากขึ้นเท่านั้น แต่ขอย้ำว่าความสวยนี้จะมาเฉพาะตอนกลางคืน ส่วนกลางวันคาดว่าผีคงจะง่วงนอนเลยไม่รับทำโอที

ผีกะอาคม คนมีวิชาอาคมสมัยก่อนไม่ค่อยจะยอมสอนใครง่ายๆ แต่ก็มีคนอยากมาเป็นลูกศิษย์กันมากมาย ลูกศิษย์บางคนพอครูไม่สอนให้ก็มาแอบดูหรือขโมยตำราไปเรียนเอง โดยไม่ได้ทำพิธีขึ้นครู จึงถูกอาคมที่ครูสาปแช่งไว้ในตำรานั้นทำให้กลายเป็นผีที่เรียกว่าผีกะอาคมไปในที่สุด

ผีกะตระกูล เป็นผีกะที่ชาวเหนือนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย และจะยกย่องเทียบเท่าบรรพบุรุษคนหนึ่ง คนโบราณให้สังเกตว่าบ้านไหนเลี้ยงผีกะตระกูล ที่นาของบ้านนั้นจะอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ไม่มีแมลงมารบกวน ไม่มีโรคระบาดจนข้าวล่มทั้งนาแต่การเลี้ยงก็ต้องระวังให้มากอีกเช่นกัน เพราะถ้าเจ้าของบ้านตายไปโดยไม่สั่งเสียลูกหลานไว้ ปล่อยให้ผีกะตระกูลอดอยาก มันจะเข้าสิงชาวบ้าน (ส่วนใหญ่ก็คนเลี้ยงนั่นล่ะ) แล้วออกไปหาของดิบของคาวกินเอง คนบ้านนั้นจะกลายเป็นที่รังเกียจของคนทั้งหมู่บ้านโทษฐานที่ทำไม่ดีกับบรรพบุรุษ

ธรรมเนียมการให้เครื่องเซ่นผีกะมีอยู่ว่า ผู้ชายไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เซ่นไข่ดิบคนละฟองเท่านั้น แต่ผู้หญิงจะต้องเซ่นผีกะด้วยเนื้อสัตว์ดิบๆ และถ้าแม่จะตายก็ต้องสั่งเสียให้ลูกสาวทำต่อ ตกทอดกันไปรุ่นสู่รุ่น ถ้าแม่บ้านบ้านไหนเลี้ยงไม่ดีผีกะจะเข้าสิงคนเลี้ยง จากนั้นก็จะแพร่พันธุ์ให้คนในบ้านต่อๆ ไปจนกลายเป็นผีกะกันทั้งบ้าน หลังจากนั้นเชื้อสายของผีกะจะตกทอดไปแบบทายาทอสูร คือลูกสาวคนสุดท้องจะต้องเป็นผีกะต่อจากมารดาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะบ้านนั้นจะสิ้นลูกสิ้นหลาน แต่ถ้าครอบครัวนั้นไม่อยากรับสืบทอดการเป็นผีกะแล้วก็ให้เอาน้ำลายของคนที่เป็นผีกะไปป้ายที่ปากแมวโพง เจ้าเหมียวตัวนั้นก็จะรับการถ่ายทอดเป็นผีกะแทน

ชาวเหนือเชื่อกันว่าผู้หญิงที่เป็นผีกะจะมีเสน่ห์มาก ทำให้ผู้ชายหัวทิ่มหัวตำกันเป็นทิวแถว ถ้าสาวคนไหนมีหนุ่มมารุมจีบเยอะผู้ชายจึงต้องทดสอบว่าเธอเป็นผีกะหรือเปล่า ด้วยการใช้ “ตองกล้วยงำเครือ” (ใบตองใบสุดท้ายที่ปกเครือกล้วย) มาลงคาถาปลุกเสก จากนั้นก็เจาะใบกล้วยเป็นรูแล้วมองหญิงสาวผ่านใบกล้วยไป ถ้าเธอเป็นผีกะ จะเห็นแมวหรอตัววอกตัวเล็กๆ 2 ตัวเกาะอยู่บนบ่าผู้หญิงคนนั้น ช่วยกันแลบลิ้นเลียใบหน้าเธอให้สวยงามมีออร่ามหาละลวยอยู่ตลอดเวลา

วิธีปราบผีกะมีหลายวิธี เช่น ผ้าที่ใช้ยารอยต่อของหม้อนึ่งกับไหข้าว เรียกว่า “เตี่ยวหม้อหนึ้ง” มาผูกคอคนที่ผีกะเข้าสิง เพราะชาวบ้านเชื่อว่าหม้อข้าวมีเทวดาคุ้มครองอยู่ เมื่อผีเจอกับเทวดาก็เหมือนไม้ซีกมาเจอไม่ซุง ฝ่ายผีก็ต้องมอดม้วยมรณาไปเอง อีกวิธีหนึ่งให้ปลุกเสกพริกหรือพริกไทยพ่นใส่หน้าคนถูกผีเข้า เพราะผีไม่ถูกกับพริก เจอเข้าไปจะแสบตาจนต้องชิ่งหนี

วิธีปราบผีกะที่เข้าสิงผู้หญิงที่ได้ผลมากอีกวิธีหนึ่งคือ จับหญิงนั้นแก้ผ้าประจานหรือไม่ก็ข่มขืนคนที่ถูกผีเข้าสิงเสียเลย (อันนี้โหดแฮะ) ผีจะรีบย้ายที่สิงสถิตด่วนจี๋ แต่จะเพราะอะไรตำราท่านไม่ยักเขียนไว้เสียด้วยสิ

Posted in ข่าวทั่วไป